“อาการหลุด” แก้ไขได้
เมื่อโกรธ เราก็พูดและทำตามความโกรธนั้น หรืออาการที่เรามักด่วนตัดสินคนอื่นเสมอ เรื่องเหล่านี้แก้ได้ถ้าเราช้าลง มีสติมากขึ้น เพราะสติทำให้เรารู้ทันความคิด ทำให้เรามีสติมาทักท้วงความคิดว่า “อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้”
สมเพียร แซ่เจ็ง เป็นนักเรียนของครูสมชาย สมเพียรมาโรงเรียนสายจึงถูกครูสมชายก็ตีอยู่เป็นประจำ เวลาผ่านไป ๓๐ ปี นักเรียนคนนี้เป็นตำรวจ เขาพูดกับครูสมชายว่า “ผมไม่โกรธเลยที่ครูตี เพราะครูตี ผมจึงได้ดี” ครูสมชายได้รับรู้ว่าที่เขาไปสายทุกวันเพราะต้องเดินตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต จากนั้นเก็บจานชามไปล้าง แล้วก็ต้องเก็บอาหารส่วนหนึ่งไว้เป็นอาหารเย็นด้วย แต่ครูสมชายไม่รู้เหตุของการมาสาย จึงด่วนตัดสินและลงโทษไปก่อนแล้ว
สติทำให้หลุดจากอารมณ์ได้เร็ว หลวงพ่อพุธ เดินไปบิณฑบาตพบแม่กับลูกอายุประมาณ ๕ ขวบ ลูกพูดกับท่านว่า“มึงบ่แม่นพระดอก” ตอนแรกที่ได้ยินก็โกรธ แต่พอคิดได้ว่ามันพูดถูกนะ เพราะถ้าเราเป็นพระจริงเราจะไม่โกรธ ก็เกิดระลึกขึ้นได้ และยกว่าเด็กคนนั้นคืออาจารย์ของท่าน สติทำให้เรากลับมาดูใจ เมื่อเห็นใจที่โกรธแล้วความโกรธก็จะหลุดไป
การจะสอนเด็กเล็กๆ ให้เห็นใจของตัวเองก็ทำได้ ครูณาเล่าว่า ตอนที่ลูกยังเล็ก เขาจัดดอกไม้ใส่แจกัน แจกันละสี แล้วย่าก็ไปเอาดอกไม้มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ลูกชายโกรธมาก ครูณาถามลูกว่า “ลูกโกรธย่าใช่ไหม โกรธเท่าไหน” แล้วค่อยๆ ไล่เรียงกับลูกถึงขนาดของความโกรธ จนกระทั่งถึงใหญ่เท่าฟ้า เมื่อลูกตอบว่า “โกรธเท่าฟ้าเลย” ครูณาจึงบอกกับลูกว่า “เดี๋ยวแม่จะไปบอกย่าให้นะว่าลูกโกรธย่าเท่าฟ้า” แล้วความโกรธของลูกก็หายไปเมื่อได้เห็นความโกรธของตัว เพราะแม่ทำตัวเป็นกระจกสะท้อนให้ลูกเห็นความโกรธ
หายโกรธเพราะเห็นความโกรธ เด็กอีกคนหนึ่งกลัวโป๊ะมาก เมื่อพ่ออุ้มผ่านโป๊ะครั้งใดเด็กจะมีอาการกลัวเกิดขึ้นทุกครั้ง แม้พ่อจะปลอบลูกว่า “ไม่ต้องกลัว...พ่ออยู่นี่” ลูกก็ไม่หาย จนกระทั่งพ่อได้มาฟังเรื่องของครูณา พ่อจึงถามลูกว่า “ลูกกลัวใช่ไหม เวลากลัวแล้วลูกเป็นอย่างไร” ลูกตอบว่า “ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ขนลุก” เมื่อเขาตอบพ่อแล้วความกลัวโป๊ะหายไปเลย ลงมาวิ่งเล่นที่โป๊ะ เหมือนไม่เคยกลัวโป๊ะมาก่อน เด็กคนนี้หายกลัวเพราะเห็นความกลัวว่ากลัวเป็นอย่างไร สติทำให้จิตหลุดจากอารมณ์ได้
“สิ่งใดที่เธอกลัวจะข่มอยู่ เมื่อใดที่เธอรู้จะหายไป”
มองแง่บวก
ครูประถมคนหนึ่งชูกระดาษขึ้น ถามว่า “เธอเห็นอะไร” นักเรียนตอบว่า “มองเห็นกากบาท” ครูถามว่า “เธอมองไม่เห็นสีขาวของกระดาษเลยหรือ”
ท่านพรหมวังโส ท่านตั้งใจก่ออิฐแต่ละก้อนอย่างดี จนกำแพงใกล้เสร็จมีอิฐสองก้อนที่ไม่เข้าเหลี่ยมเข้ามุม ท่านเดินผ่านไปครั้งใดก็เห็นอิฐสองก้อนนั้นตำตาตำใจอยู่ จนวันหนึ่งมีอาคันตุกะมาชมว่ากำแพงสวย ท่านจึงถามว่าไม่เห็นอิฐสองก้อนนั้นหรือ อาคันตุกะท่านนั้นตอบว่า “เห็น แต่อิฐอีก ๙๙๘ ก้อนที่เหลือนั้นสวย”
ถ้าเราเห็นแต่ข้อผิดพลาด เราจะไม่มีความสุขเลย แม่คนหนึ่งถามลูกทุกวันว่า “วันนี้ลูกไปมีเรื่องกับใครมาหรือเปล่า” เมื่อให้เขียนเรียงความเรื่องความภาคภูมิใจจึงไม่มีอะไรจะเขียน วัยรุ่นเดี๋ยวนี้เพียงแค่เป็นสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลาย ก็ไม่มีความสุขแล้ว เพราะเราเห็นแต่ข้อผิดพลาดของตัว
ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นธาลัสซีเมียอย่างแรง แต่เธอก็มีความสุข เธอบอกว่าที่เธอมีความสุขเพราะเธอยังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอาไว้ชื่นชมสิ่งที่ดีๆได้
การมองแง่บวกทำเรามีพลังมาก ไม่ท้อแท้ เวลาเราสูญเสียทรัพย์สมบัติ การมองแง่บวกก็ช่วยได้ เศรษฐีชาวไต้หวันคนหนึ่งสูญเสียเงินไป ๖๐ ล้าน เธอทุกข์อยู่ ๒-๓ วัน แล้วก็ยิ้มได้ เพราะเธอคิดได้ว่า “ฉันยังมีบ้านอยู่ ยังมีอาหารอร่อยๆ กิน จะทุกข์ไปทำไม”
นักศึกษาคนหนึ่งเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด เธอบอกว่า“โชคดีที่เป็นมะเร็ง” เพราะทำให้รู้คุณค่าของชีวิต การเป็นมะเร็งมีข้อดี ๓ อย่าง คือทำให้ได้รู้จักพุทธศาสนา จึงได้เข้าใจธรรมะ / ได้สัมผัสรับรู้ถึงความรักที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่ / มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น รู้จักคิดมากขึ้น ก่อนนี้ใช้ชีวิตตามใจ ไม่แคร์ความรู้สึกของใคร เหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆ
คำตำหนิก็มีประโยชน์ถ้าเรารู้จักมอง ช่วยให้เราไม่หลงตัว ลืมตน ช่วยให้เราได้แง่คิด คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ กล่าวไว้ว่า “วันไหนไม่ได้รับคำตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล”
ที่เราทุกข์ เพราะเราไปยึดติด ช่วงที่เราทุกข์ เราได้เรียนธรรมะ ได้ฝึกใจให้ปล่อยวาง มีสติ ไม่ประมาท อย่าปล่อยใจให้เหตุร้ายกระทำย่ำยีเรา แต่ใช้เหตุนั้นมาทำให้เราเข้าใจธรรมะมากขึ้น ได้ธรรมะมาเป็นรางวัล พลังแห่งสติ และการคิดเชิงบวก เป็นการคิดแบบโยนิโสมนสิการ
อะไรที่เกิดขึ้นกับเราดีทั้งนั้น ถ้าเราคิดได้ว่าน้ำท่วมบ้าน ดีกว่าไฟไหม้ ดีกว่าแผ่นดินไหว อย่างไรเราก็ยังได้อยู่กันพร้อมหน้า
ในขณะที่ความโกรธรุนแรง และสติเอาไม่อยู่ ก็ต้องมีกติกามาช่วย เช่นจะนับ ๑ – ๑๐๐ ก่อนที่จะว่าลูก เห็นว่าตัวเองใจร้อน และชอบหลุดคำพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ปลุกลูกแล้วลูกไม่ตื่นแทนที่จะว่าลูกไปตามความเคยชินก็นับในใจก่อน จากนั้นใจจะเย็นขึ้น วินัย – การมีกติกาเพื่อควบคุมตนเอง ถ้าโกรธจะไม่พูด และจะออกไปจากเหตุการณ์นั้นก่อน
ปลาวาฬ อายุ ๔ ขวบ พอแม่ว่าเสร็จ เด็กก็เดินออกไป แม่ถามว่า “ไปไหน” ปลาวาฬตอบว่า “ไปสงบสติอารมณ์ครับ” แสดงว่าเด็กเริ่มรู้ทันอารมณ์ของตัวเอง เลือกที่จะแก้ไขที่ตัวเอง รู้ว่าเหตุของความโกรธมาจากตัวเอง
นำภาพเต่า สัญลักษณ์เชิงบวกในสถานศึกษาของเวียตนาม มาฝากครับ