มีอยู่หลายครั้งในหลายเวทีพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชุมชนบ้านเกาะเรียน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกันแบบเป็นทางการบ้างไม่เป็นทางการบ้าง  กับผู้หลักผู้ใหญ่หรือท่านผู้เฒ่าในหมู่บ้าน ช่วงเวลาส่วนมากจะเป็นตอนหัวค่ำ และในเกือบทุกครั้งมักจะมี  ผู้ใหญ่บำเพ็ญ   ขวัญปลอดหรือเรียกสั้นๆว่า ผู้ใหญ่เพ็ญ ไปนั่งร่วมวงสนทนาด้วยเสมอ ที่สำคัญคุณลิขิตอย่างน้องสายคุณสายชล    ขวัญปลอด  ติดตามไปบันทึกเรื่องราวแบบแผนที่ความคิดทุกเวที และเป็นตัวหลักในการเดินเรื่องศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนที่เป็นบ้านเกิดของเธอ 

                            ตบวาด  เป็นเรื่องหนึ่งในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ได้พูดคุยกันอย่างออกรส  และหลายท่านแย่งกันนำเสนอ     ตัววาดเป็นชื่อภาษาถิ่นใต้พัทลุง เป็นแมลงจำพวกจั๊กกะจั่น    ประมาณเดือนต้นเดือนมีนาคม  - เมษายน เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวนาปี(นาหยาม)  วาดจะร้องลั่นดังระงมพร้อมๆกับกลิ่นซังข้าวที่ลอยมากับสายลม    ย่ำค่ำหลังจากเสร็จภารกิจขึ้นจากนากลับมาที่บ้านก็รีบวิ่งไปจุดไต้ หรือ  จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดไว้ที่บริเวณชานเรือน(หัวนอกชาน)   แม่บ้านก็จะเข้าครัวหุงหาอาหารส่วนมากจะเป็นแกงส้มปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ  ฯ  ที่จับมาจากมุมนา  เรียกรวมว่าลูกคลั๊กหรือปลาคลั๊ก อีกลุ่มหนึ่งมีเด็กบ้างผู้ใหญ่บ้างโดยเฉพาะแม่แก่ พ่อแก่  คนในครอบครัวและพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียงหลายคนจะมานั่งล้อมวง  ตบมือเสียงดังเป็นจังหวะหรือเคาะกะลาให้เกิดเสียงดัง แล้วตัววาดที่อยู่บริเวณนั้นก็จะบินมาเกาะที่ตัวคนตบ อาจจะมาตามเสียงหรือแสงไต้แสงตะเกียงนั้นไม่แน่ชัด  โดยมากคนที่ตบมือจะไม่ใส่เสื้อเพราะเวลาวาดมาเกาะจะได้ดึงออกจากตัวง่ายไม่ติดเสื้อผ้า  เด็กๆวิ่งจับกันสนุก  จับได้เยอะๆก็เอาไปขังใส่ที่เก็บไว้หรืออาจจะเสียบไม้ปิ้งกินกันตรงนั้นเลยก็ได้หรือเอาไปใส่หม้อขึ้นไฟคั่วกับเกลือกินเป็นกับข้าวก็ได้    รสชาดก็มันๆหวานปนๆไปกับกลิ่นไหม้ๆจากการปิ้ง หอมน่ากินไปอีกแบบหนึ่ง เป็นของกินเล่นของเด็กชนบท   การตบวาดจะตบกันเกือบทุกบ้านเสียงตบมือ เสียงเคาะกะลาดังสนั่นกันทั้งหมู่บ้านในยามนั้น                          ตัววาดนั้น แยกได้สองชนิดคือวาดตอหรือวาดสะตอตัวสีเขียว  และวาดหลุมพอตัวสีน้ำตาล    สองชนิดนี้รสชาติความอร่อยไม่แตกต่างกัน   ตบวาดนั้นจะมาพร้อมกันกับการทิ่มม่าว (ข้าวม่าว) พวกผู้ใหญ่จะได้คุยกันเรื่องงานในนาในสวนในไร่ หนุ่มๆสาวๆก็ช่วยกันทิ่มม่าวขูดมะพร้าวทำขนมโค หยอกล้อกันไปบ้างจีบกันบ้างตามประสา แต่ก็อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่  เด็กๆเล่นอยู่ใกล้ๆนั่งปิ้งวาดกินเล่น เป็นบรรยากาศสมบูรณ์แบบครบทุกวัย   คุยกันแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง  ปัญหาจากงานในนา หนู  นกลา  กินข้าวเสียหายเยอะมั๊ย อะไรทำนองนี้   บ้างก็นัดแนะออกปากหรือซอกัน(ลงแขก)ไปเก็บข้าวเกี่ยวข้าวช่วยเหลือกัน   หลังจากนั้นสามทุ่มโดยประมาณจะแยกกันไปพักผ่อนเพื่อการทำงานในวันรุ่งขึ้น  เป็นอยู่อย่างนี้ทุกปีทุกฤดูการเก็บเกี่ยวนาปี   เป็นความสุข  เป็นสุขภาวะที่น่าเรียนรู้และมีคุณค่าควรจดจำ                                

                            พอคุยกันสักพักก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า เดี่ยวนี้ไม่มีแล้วบ้างก็ว่าเพราะไฟฟ้าเข้าถึงทุกบ้าน   วาดก็หมด   บ้างก็ว่าเพราะป่าทำท่าจะหมด วาดก็หาย  จะเป็นด้วยสาเหตุใดก็ตามการหายไปของเสียงตบวาดเมื่อประมาณ  25   ปีที่แล้ว   ส่งผลให้หรือมองเห็นว่า  ผู้คนชุมชนค่อยๆห่าง  พี่ๆน้องๆค่อยห่างออกไปการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน การซอการออกปาก การลงแขกค่อยๆหายไป  การจ้างด้วยเงินเข้ามาแทนที่ เกือบทุกอย่างมีค่าเป็นเงินเป็นทอง   เด็กๆก็ไปสนใจสิ่งที่คิดว่าทันสมัยไม่ค่อยจับกลุ่มเล่นสนุกสนานกันเหมือนเด็กสมัยก่อน(แตแรก) ก่อนจะแยกย้ายจากวงสนทนามีคำถามว่าแล้วเราจะเริ่มทำกันอย่างไร ถึงจะเริ่มหวนคืนสู่ความเป็นบ้าน   บ้านของเราที่เราคุ้นเคย  บ้านที่เรามีความสุข  บ้านของเราที่อบอุ่นเอื้ออาทร เป็นบ้านปากพลีเดิมๆ อันเก่าแก่มีอายุร่วมร้อยกว่าปี  ที่กำลังจะเลือนหายไปจากสาระบบ  แม้แต่ชื่อบ้านก็ทำท่าไม่เหลือ โดยมีชื่อบ้านเกาะเรียนเข้ามาแทน   ก่อนการเลิกเวทีสนทนาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านเห็นพ้องตรงกันว่าควรนำของดีๆในสมัยก่อนมาค้น มาเรียน มาพูดคุยกันให้เป็นเรื่องเป็นราวจะได้ย้อนไปดูไปค้นหาสิ่งที่ทำให้สบายใจ สุขใจ จะได้ให้พวกเด็กๆได้รู้ ได้เรียนบ้าง   ก็เลยตกลงจะมีการพูดคุยครั้งต่อไปอีกหลายๆครั้งจนกว่าจะเบื่อกันไปข้างหนึ่ง จะมอบหมายให้คุณสายชล นัดแนะกันอีกครั้งโดยหลายท่านตั้งประเด็นครั้งต่อไปไว้ที่  เรียนสวนร่วม

                                                      อนุกูล  ทองมี

                                                      บำเพ็ญ  ขวัญปลอด

                                                     สายชล  ขวัญปลอด

                                                     18  สิงหาคม  49