
เมื่อคืนนี้นอนดึกอีกตามเคย ทั้งๆที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย หรือเพราะไม่ค่อยสบายนี่หล่ะก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ แต่ห้องนอนมีหน้าต่างกระจกรอบด้าน ผ้าม่านก็ไม่ได้ทึบอะไร แสงแดดอ่อนๆสีทองยามเช้าก็เลยแยงตาทำให้ตื่นนอนแต่เช้าตรู่โดยปริยาย แต่ก็ยังไม่อยากลุกจากที่นอนเพราะพิษไข้เมื่อคืนทำให้อ่อนแรงและเหมือนสมองยังไม่สั่งการ ก็ได้แต่นอนดูแสงตะวันลอดหน้าต่างและทาทาบไปตามผนัง มันอบอุ่นไม่เหมือนแดดตอนสายๆเลย ใจแอบถามว่ามันเป็นอาทิตย์คนละดวงกันรึเปล่าเนี้ย

หลังจากตื่นนอนผมชอบจะทอดสายตาผ่านหน้าต่างด้านต่างๆในห้องนอน ก็เลยทำหน้าต่างไว้ทั้งสี่ทิศของห้อง หน้าต่างหัวเตียงหันไปทางลำคลอง บรรยากาศดีทีเดียว แต่หลังๆช่วงทำนาปลังก็มีปัญหาบ้าง ชาวบ้านตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ เดินเครื่องเสียงดังสนั่นทั้งวันทั้งคืน ตอนแรกก็กะว่าจะร้องเรียน แต่พอเจอเจ้าของเค้าพูดจาดี ก็เกิดเห็นใจ เค้าก็ทำมาหากิน แต่ก็ขอกันดีๆว่าวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์กลางคืนขออย่าให้สูบน้ำเข้านาเลย เค้าก็ทำให้ตามสัญญาสามวันนี้ไม่เปิดทั้งกลางวันกลางคืน วันอื่นๆอยากเปิดก็ช่างเถอะเพราะผมไม่ได้มาค้าง

อีกเรื่องที่ชวนปวดหัว ก็คือที่ดินร้างฝั่งตรงข้ามคลองมีคนเอาขยะมาทิ้ง จะว่าทิ้งก็ไม่ใช่นะ เขาขนขยะมาคัดแยกเก็บหาของเก่าขาย บางวันส่งกลิ่นเหม็นมาถึงบ้างผมเล่นเอาเวียนหัวเลย บางทีก็เผาขยะควันดำปี๋น่ากลัวควันพิษอีก ผมดูจากระวางที่ดินใกล้เคียงของผมเห็นเขียนว่าเป็นที่ดินของกระทรวงเกษตรก็เลยทำหนังสือร้องเรียนไปที่เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พี่รัตนะก็อุส่าโทรมาหาเองว่าได้รับเรื่องแล้ว และกำลังตรวจสอบอยู่แต่เบื้องต้นคิดว่าเป็นที่ดินของเกษตรจริงๆ ผมมีเพื่อนอยู่ชลประทานด้วย เขาก็บอกว่าคุ้นๆว่าเป็นที่ของเขตพื้นที่ชลปะทาน ผมก็เลยให้พี่เขาร้องแทนให้อีกทาง เห็นว่ากำลังส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ แต่ที่ตอบผมมาเป็นหนังสือแล้วก็เห็นจะเป็น อบต.พื้นที่ ที่รายงานมาว่าเป็นที่ดินเอกชนและกำลังทำหนังสือไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินว่าเป็นของใคร จะได้แจ้งเจ้าของให้มาจัดการ ก็หวังว่าจะได้ผลนะครับ เพราะมันก็เดือดร้อนจริงๆ งานนี้ถ้าไม่สำเร็จ ผมคงร้องต่อไป ขึ้นโรงขึ้นศาลก็เอาล่ะ

ละจากหน้าต่างด้านริมคลองที่ปัญหาทำให้เสียบรรยากาศไปซะได้ มาหน้าต่างด้านหน้าบ้าน แฮะๆปัญหาอีกแล้ว ก็โรงรถหน้าบ้านนี่หล่ะ แบบที่พี่ชายเขียนให้ทำหลังคาโรงรถเป็นกระเบื้องทรงปั้นหยาเข้ากับตัวบ้าน แต่ว่าเงินไม่พอจ่ายช่างเลยเปลี่ยนแบบให้เป็นทรงโค้งหลังคาเมทาลิกสี ทีแรกผมขอหลังคาสีเข้มๆ แต่ช่างบอกว่าร้อนและนานๆไปมันจะลอก ต้องสีเงินๆช่วยสะท้อนความร้อนได้ดี ทำให้โรงรถไม่ร้อน มันก็เป็นจริงตามช่างว่านะ โรงรถเย็นดี แต่ห้องนอนสิร้อน หลังคามันสะท้อนแสงเข้ามาเต็มๆแสบตาแล้วก็ร้อนจริงๆ

เมินหน้าหนีจากหน้าบ้านมาหน้าต่างทิศใต้บ้าง มองไปเห็นบาร์ใหญ่จะทำเอาไว้ติดตั้งชิงช้าไว้นั่งเล่น แต่สตางค์ไม่มีเลยช่วงนี้ เลยพักโครงการเอาไว้ก่อน ด้านนี้เจอแดดบ่ายเต็มๆ ตามแบบเดิมจะมีค้างปลูกไม้เลื้อยแต่ก็หยั่งว่า ตัดออกเพราะงบปลูกบ้านบานปลาย

ฝั่งตะวันตกเป็นประตูเปิดออกดาดฟ้า ดึกๆนั่งเล่นเย็นๆใจได้ครับ อีกหน่อยจะหาม้านั้งอันลอยหรูๆมาตั้งไว้นั่งชมพระอาทิตย์ตกดินเสียหน่อย ตอนนี้เอาแคร่ไม้ไผ่ไว้นอนชมดาวก่อนละกัน

เช้าๆแบบนี้ผมชอบจะเปิดประตูด้านริมคลองออกไปเดินเล่นเลียบคลอง ชมแสงสวยๆที่ส่องทะลุแนวป่าสาดส่องผ่านไอหมอกลงมาเป็นภาพที่ประทับใจผมเสมอเลย เดี๋ยวอีกหน่อยจะหาเรือมาพายเล่นตอนเช้าๆ คงน่าชมมากเลยทีเดียว

ข้างๆบ้านฝั่งคลองผมจะปลูกกล้วยและไม้ยืนต้นเอาไว้ตลอดแนว ก็หวังให้ช่วยยึดเกาะดินเอาไว้ไม่ให้ตลิ่งพังทลาย เพราะคลองสายนี้ลึกมากๆ ตลิ่งก็สูงลั่วบ้านฝั่งนี้ก็เริ่มร้าวบ้างแล้วด้วย จากเหตุน้ำท่วมที่ผ่านมา เห้อ...

กล้วยริมคลองตอนนี้กำลังออกเครือ ก็มีกล้วยนมสาว กล้วยหักมุกทอง กล้วยน้ำว้าค่อม กล้วยน้ำว้าเวียดนาม กล้วยทิพรส กล้วยหอมเขียว กล้วยหอมทอง

แต่ที่ดูจะโดดเด่นก็เห็นจะเป็นกล้วยแอฟริกาสีแดงๆนี่หล่ะครับ บางทีเรียกกล้วยหอมอเมริกา แต่เหมือนว่าจะเป็นตัวเดียวกับกล้วยนากพม่า หรือที่เรียกกล้วยนากยักษ์ทองผาภูมินะครับ แต่จะเรียกอะไรก็ขอบอกครับว่า หอมอร่อยมาก

โศกส้มสุกริมน้ำก็ออกดอกสีส้มสดใสมาสองเดือนแล้ว บานทนมากเลย กลิ่นก็หอม ดอกก็สวย ให้ร่มอย่างแรง ไม้ดีๆแบบนี้โบราณไม่ให้ปลูกในบ้าน ก็ตั้งชื่อให้ไม่เป็นมงคลกันไป แต่บางคนก็เลี่ยงๆไปเรียกว่า "อโศก" แทน แต่สาเหตุจริงๆก็คือต้องการให้ไม้ที่ปลูกในวังในวัดโดดเด่นสง่างามแตกต่างจากไม้บ้านโดยสิ้นเชิง เป็นการสร้างความสง่างามให้สถานที่ด้วย แต่ไม่เป็นไรครับผมไม่ถือ เพราะผมเป็นพวกบูชาเหตุผล ไม่เห็นว่าเป็นไม้กาลกินีอะไร ไม่เชื่อก็สังเกตดูนะครับว่าบ้านคนจนๆไม่ค่อยมีไม้วัดแบบนี้หรอก มีแต่บ้านเศรษฐีทั้งนั้นที่จะปลูก แล้วต้นไม้จะทำให้เราตกต่ำได้อย่างไร
ผักเหลียง
ผักเหลียง หรือผักเหมียง ผมก็ปลูกแซมๆไว้ริมน้ำตลอดแนว เขาว่ามีระบบรากเป็นตาข่ายแน่นหนาช่วยยึดเกาะดินดี ที่สำคัญเป็นไม้ที่ชอบอยู่ใต้ร่มเงาไม้อื่น ก็เลยปลูกแซมไม้ใหญ่ได้ดีครับ และก็ยังทานได้ทานดีทานอร่อยด้วยนะจะบอกให้ ทานเหมือนผักหวานนั่นหล่ะ เพียงแต่ใบอ่อนมันใหญ่กว่ามากเท่านั้น ใบที่อร่อยจริงๆคือใบกลางอ่อนกลางแก่ที่เรียกว่า "เพสลาด" ซึ่งเวลาปรุงแล้วจะหวานมัน เอาไปผัดใส่ไข่อย่างอร่อยเลย แถมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสละเบต้าแคโรทีน ซึ่งแครอทที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาผักที่อุดมไปด้วยสารตัวนี้ แต่ขอบอกผักเหลียงก็มีเบต้าแคโรทีนไม่แพ้แครอทเลยแม้แต่น้อย แถมอายุยืนปลูกทีเดียวเก็บกินได้ไปจนตายเลยล่ะ โรคแมลงก็ไม่มี ใครมีที่ว่างก็หามาปลูกกันนะ
ต้นมันปู
ผักอีกชนิดที่ปลูกไว้ริมน้ำก็คือมันปู ทานดิบๆเป็นผักเหนาะดีครับ มีสารแอนติออกซิแดนท์ แอนโทไซยานิน (anthocyanin) ที่ช่วยชะลอความแก่ ที่พบมากในเม็ดสีของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่โดยเฉพาะโกจิเบอร์รี่ที่กำลังนิยมทานกันตอนนี้ร่วมกับสารกลูต้าไธโอน แต่เบอร์รี่นอกแพงๆจริงๆแล้วมีแอนโทไซยานินน้อยกว่าใบมันปูบ้านเราเสียอีก
มะม่วงหิมพานต์
ส่วนว่าพืชผักบ้านเราชนิดไหนมี "แอนโทไซยานิน" สูงที่สุด แชมป์ก็คงต้องยกให้ยอดอ่อนของมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งโกจิเบอร์รี่ชิดซ้ายไปเลย เมื่อเจอยอดมะม่วงบ้านเรา ต้นนี้ผมก็ปลูกไว้ข้างๆบ้านด้วยเหมือนกัน แต่ว่าจะขุดมาปลูกในบ้านล่ะ กินบ่อยๆจะได้แก่ช้าหน่อย แฮะๆ
ผักที่ว่าเคยแต่ได้ยินชื่อ เพิ่งเคยเห็น คุณนกขมิ้นปลูกผักไว้เยอะเลยเหรอ ดีจังเลย
ชอบวิถีชีวิตแบบนี้จัง ดูง่ายๆ สบายๆ ดี ชอบตรงที่มีผัก กับ ต้นไม้ ที่ไม่ค่อยได้เห็น รู้จัก
มันปู กับ ผักเหลียง หายากนะ น่าสนใจ
สวัสดีครับ
รูปสวยมาก...เรื่องเล่าชวนคิดชวนอ่านไปเรื่อย ๆ
มีต้นไม้ใบหญ้าที่ผมได้เรียนรู้จากบันทึกนี้ครับ
ขอบคุณครับ
ว้าว เหมือนอยู่รีสอร์ทตลอดปีเลยนะคะ ๕ ๕
เพิ่งเคยเห็นกล้วยแอฟริกาสีแดง ขอบคุณค่ะ
ชอบเรื่องราวที่นำเสนอครับ
ภาพนี้ชอบมากเป็นพิเศษ
ขอบคุณสำหรับความสุขที่นำมาแบ่งปัน