ผมเห็นว่าคนไทยเรามี individualism (ความเป็นปัจเจกแห่งตน) ต่ำกว่าฝรั่งมาก แต่มี individuality (การแสดงออกเฉพาะตน) สูงกว่าฝรั่ง สองประเด็นนี้มันต่างกันมากยังฟ้ากะเหวก็ว่าได้

ตอนที ๑๙ ผมพูดเรื่องดนตรี ดูเหมือนว่า   อ๊ะ ...คนไทยเรามี “ปัจเจก” สูงกว่าฝรั่งเสียอีกนะ เล่นดนตรีแบบปัจเจก ยิ่งกว่าฝรั่งเสียอีกไปโน่น

 

เรื่องนี้ผมเคยเถียงกับฝรั่งบางคนที่เป็นผู้รู้ด้านชาติพันธุ์วิทยา (anthropology)  คือเพื่อนฝรั่งเขาหาว่าคนไทยมี ปัจเจกสูงมากกว่าฝรั่งเสียอีก เช่น การแต่งตัวฉูดฉาด มีสีสัน ลายดอกเป็นแบบเฉพาะตัว ในขณะที่ฝรั่งแต่งกายสีเทา สูตสามชิ้นเหมือนกันหมด   ซึ่งผมเห็นด้วยในวิธีการ แต่ไม่เห็นด้วยในหลักการ ทำให้ผมเถียงกลับไปว่าคุณฝรั่งน่าจะกำลังสับสนระหว่างคำว่า individualism กับ individuality ต่างหาก

 

ผมเห็นว่าคนไทยเรามี individualism (ความเป็นปัจเจกแห่งตน)  ต่ำกว่าฝรั่งมาก แต่มี individuality (การแสดงออกเฉพาะตน) สูงกว่าฝรั่ง สองประเด็นนี้มันต่างกันมากยังฟ้ากะเหวก็ว่าได้

 

ความเป็นปัจเจกทำให้ต้องคิดยาวไกลเกินตัวไปถึงว่า ...การกระทำของตนจะไปรบกวนความเป็นปัจเจกของผู้อื่นด้วยหรือไม่  เพราะคนอื่นเขาก็มีปัจเจกเหมือนกัน ถ้าไปละเมิดสิทธิแห่งปัจเจกเขา ก็มีหวังถูกสวนกลับ เช่นการแซงคิว ฝรั่งไม่กล้าทำหรอก ใครขืนทำก็จะถูกประชาทัณฑ์แน่นอน

 

ส่วนไทยเราไม่สนในเรื่องนี้ ใครแซงคิวเพราะคิดว่าตัวเองกล้ามใหญ่กว่าก็ไม่มีใครว่า (...คิดแต่นินทาในใจ )  ส่วนผมเองเคยด่าคนมาหลายครั้ง รวมทั้งด่าพนักงานคิดเงินด้วยว่าทำไมคุณไม่ด่าไอ้คนที่แซงคิว ทำไมต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมด้วย ...รอดชีวิตมาเขียนจนบัดนี้ได้ สงสัยว่าชาติก่อนคงทำบุญมาพอควร ...เอ้า เชื่อบุญกรรมตามประสาไทยอีกแล้วนะเนี่ย

 

นั่นว่าเพียงการแซงคิวในร้านค้า แต่ในราชการ การเมือง ธุรกิจ วิชาการ มันก็แซงคิวกันเสมอมา ส่งผลให้คนชั่ว คนแซงคิว มันมากุมอำนาจในทุกระดับจนบัดนี้ และนั่นคือคำตอบว่าทำไมประเทศเราจึงยังเป็นแบบนี้จนทุกวันนี้

 

 ความเป็น individuality นั้นผมเห็นว่ามันเพียงต้องการแสดงออกให้ตนเด่นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นเสียมากกว่า  ...เป็นการคิดแบบ “อำนาจนิยม” ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม   คนรากหญ้าชอบแซงคิวมากที่สุด นี่แสดงว่าเขามีอำนาจทางอ้อม ทั้งที่ยากจน ไม่มีอำนาจทางการเงินแต่ประการใด

 

ส่วนนิยามคำว่า “อำนาจ” นั้นต้องว่ากันอีกที มันยากมากทีเดียว เพระมันมีอำนาจหลายรูปแบบมาก เช่น พระ จะเทศน์ให้สำเนียงผิดเพี้ยนก็ได้ คนนิยมเสียอีก แต่ต้องเป็นพระที่ “เก๋า” สักหน่อย คือต้องมีอำนาจเชิงสังคมนั่นเอง ..ไม่ใช่ว่าพระจะมีกองกำลังหลายกองพลที่สามารถประกาศกฎอัยการศึกได้ก็เปล่า

 

สังคมไทยเรานั้นมันไม่อิงตน แต่อิงนาย อิงกลุ่ม ก็คืออิงอำนาจนั่นเอง แต่ถ้าอำนาจนั้นบังเอิญมากองรวมอยู่ที่ตนเอง ก็ไม่ต้องอิงใคร ก็อิงตนเองนั่นแหละ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ “ลุแก่อำนาจ” อยู่เนืองๆ  เพราะคนพวกนี้มันคิดว่า เห็นว่า ไม่มีอำนาจแห่งปัจเจกในสังคม มาคาน “อำนาจ” มันได้นั่นเอง

 

คนไทยบางคน มันมีเงินและหรืออำนาจแบบฟลุคๆ แบบอิงอำนาจคนอื่น ที่ไม่ได้ไต่เต้ามาด้วยความสามารถแห่งปัจเจกชนของตนเอง  มันก็ไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งในคุณค่าของหยาดเหงื่อ  มันก็เลยใช้เงินไปต่ออำนาจ อำนาจไปต่อเงิน แบบวงจรอุบาทว์ จนมันมีทั้งเงินมาก และอำนาจมากล้นประเทศ 

 

 

....คนถางทาง