ดนตรีไทยเดิมเรานั้นถ้าเป็นการ “เดี่ยว” โดยบรมครูแล้วจะไพเราะมาก แต่ถ้าเล่นเป็นวงเมื่อไหร่มักฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ ผมเคยฟังเดี่ยวระนาดเอกจากครู บุญยงค์ เกตุคง ...โอย มันเสนาะหูเหลือเชื่อจริงๆ (ลองฟังดูตามลิงค์นี้ครับ)

นอกกรอบ vs นอกคอก...(ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย ๑๙)

 

คนไทยส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้ตัวผมเอง(ในบางครั้งที่เผลอไผล)  มักชอบคิดว่าการที่คนไทยไม่เจริญเท่าที่ควรนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่คิดแต่ในกรอบ ไม่รู้จักคิด “นอกกรอบ” กันบ้างเลย  จนวันนี้ใครคิดนอกกรอบเราก็เทิดทูนกันหนักหนาไปแล้ว  โดยเราไม่รู้จักแบ่งแยกระหว่างนอกกรอบ กับ นอกคอก เสียบ้างเลย

 

คนไทยเรามักมีนิสัย “พริ้ว” กว่าฝรั่ง ที่ค่อนข้าง “ตรง” (ทื่อ...ซื่อบื้อ)  คนไทยเราชอบ “แซว” กัน ส่วนฝรั่งเรื่องแซวนั้นด้อยพัฒนามาก แต่ฝรั่งชอบเสียดสีลึกๆ ส่วนคนไทยชอบนินทาตื้นๆ มันก็ดี (และเลว) กันคนละอย่าง

 

ขอยกตัวอย่างเชิงรูปธรรม คือ การแต่งกาย ดนตรี และอาหารการกิน  ซึ่งสามเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์ “ปุถุชน” ก็ว่าได้

 

บทนี้คงมีหน้ากระดาษให้ได้เพียงเรื่องดนตรีเท่านั้น ซึ่งไทยเราก็ว่ากันไปแบบลูกทุ่ง ลูกกรุง เพื่อชีวิต (เพื่อชีวิตของนักร้องเป็นหลัก )   ไทยเดิม (โดย “เดิม” หมายถึงของเก่าที่ “น่ารังเกียจ” แต่ก็ต้องถนอมไว้เพื่อเอาไว้ดึงดูดเงินนักท่องเที่ยวฝรั่ง!)  

 

ฝรั่งนั้นเขาให้ความสำคัญเรื่องดนตรีมาก โดยผมเชื่อว่ามันมีรากฐานมาตั้งแต่อริสโตเติ้ล นักปราชญ์เอกแห่งกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ที่เป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่เข้ามาสมาทานพุทธศาสนาในระดับหนึ่ง จากการที่บุกอินเดีย โดยอริสโตเติ้ลได้กล่าวไว้ทำนองว่า ... ดนตรีอุปมาดังศาสนาที่จะหล่อหลอมจิตวิญญาณของมนุษย์ให้เป็นแบบใดก็ได้

 

ซึ่งผมเห็นด้วย (ถ้าว่ากันแบบโลกิยะที่ยังไม่ถึงระดับโลกุตระ)

 

และนี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นรากฐานนำมาสู่ว่าทำไม โบสถ์ฝรั่งจึงนิยมร้องเพลงกันหนักหนา ทะลักล้นมายังเพลงคริสต์มัสต่างๆ ที่คนไทยเราเห่อเลียนแบบจนร้องกันได้ทุกคน เช่น “โจงกระเบน ๆ เป็นของเก่ามานาน”  แต่ถ้าให้สวดมนต์ที่บ่งถึงหลักศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติแห่งตน กลับร้องไม่เป็น ...

 

..เพลง “หนักแผ่นดิน” (ร้องโดยสันติ ลุนเผ่) ก็ทำให้เลือดไทยเดือดพล่านต้านภัย  “แดง” ได้เสมอมา รวมถึงเพลงชาติ (แนวคิดฝรั่ง),   เพลง “รักกันไว้เถิด” ที่มีส่วนช่วยสร้างความสมานฉันท์มาทุกยุคสมัย

 

เพลงไทยเดิมโบราณ  ที่คนไทย “รุ่นใหม่” ทุกวันนี้เบื่อกันหนักหนานั้น เห็นได้ว่า เป็นวิวัฒนาการตามระบบวัฒนธรรมไทย ที่เน้นอำนาจที่กำหนดจากเบื้องบน (เช่น พระราชา พระยา หรือ ครูดนตรีก็ตามเถิด) พอกำหนดมาแล้ว ส่วนใหญ่เราก็เชื่อฟัง ไม่กล้า “นอกครู”  จนนำมาสู่การใกล้จะสูญพันธุ์ของดนตรีไทยเดิมในที่สุด     เช่นทำไมเพลงไทยเดิมทุกเพลง จะต้องเร่งจังหวะเมื่อตอนใกล้จบ  ไม่มีใครคิดอะไรให้นอกกรอบบ้างเลยหรือไร

 

ส่วนเพลงฝรั่งแต่งโดยปัจเจก ที่ต้องฟังกระแสสังคมว่าชอบอะไรอย่างไร มันก็เลยยืนยงมาได้ เพราะอารมณ์ดนตรีนั้นมันฝังรากลึก  ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ เหมือน กกน.  หรือ เปลี่ยนนาย ที่ย้ายจากนายคนโน้น ไปสู่นายคนนี้ แบบไทยเรา...ไม่ว่าคุณจะรักทักษิณ หรือ อภิสิทธิ์ หรือ ปรีดี คุณก็ยังกินเผ็ด เค็ม เปรี้ยวเหมือนเดิมใช่ไหม ???  ฟังเพลงก็เดิมๆ อีกต่างหาก

 

วันนี้เรามีแบงค่อกฟิลฮาร์โมนิคออร์เครสต้าแบบฝรั่งที่กำลังโด่งดัง ออกอากาศเสมอ แต่วงดนตรีไทยเดิมแห่งชาติกลับไม่มี ถึงมีก็ไม่มีใครฟังหรือซื้อเทปไปฟังหรอก (รวมทั้งผมด้วย เพราะโคตรน่าเบื่อ ฟังกี่เพลงก็เหมือนกันหมด ไม่มีการ “นอกกรอบ” บ้างเลย มีแต่ “นอกคอก” เท่านั้นเอง )

 

เพลงเดียวกัน เช่น ลาวดวงเดือน เขมรไทรโยค พม่ารำขวาญ มอญอ้อยอิ่ง ไปจนถึง  แสนคำนึง ราตรีประดับดาว ทยอยนอก  ฯลฯ   ถ้าเล่นด้วยวงดนตรีต่างๆ  จะมีระเบียบเพลงไม่เหมือนกันเลย (ขลุ่ยไปทาง ซอไปทาง ระนาดก็ไปอีกทาง ตามอารมณ์ผู้เล่นขณะนั้น)

 

แต่พอไปฟังเพลงคลาสสิคฝรั่งที่แสนสลับซับซ้อน ทุกวงกลับเล่นเหมือนกันหมด (ตั้งแต่เยอรมันถึงสหรัฐ)  ต่างกันแต่ว่าวงไหนใหญ่เล็ก มีอุปกรณ์ต่างกันอย่างไรเท่านั้นเอง แต่ตัวโน๊ต ระดับจังหวะ 1/32 ที่จะต้องแทรกตรงช่วงเวลาไหนอย่างไร มันต้องเป๊ะๆ เสมอแหมือนกันหมด

 

ส่วนของเรา โน้ตเพลงง่ายๆ ..แอ้อี๋แอ   ๆ ...  ปี่ไปทาง ขลุ่ยไปทาง ซอไปอีกทาง  ผู้เล่นคนไหนจะแซกตรงไหน ตอดตรงไหนก็ได้ ...เอาอารมณ์คนเล่นเข้าว่า (ยกเว้นกลอง ฉิ่ง ที่เหมือนเดิมทุกเพลง ฟังแล้วแสนน่าเบื่อ ไม่มีนอกกรอบบ้างเลย ...โจ๊ติงๆทั่งติ๊งทั่ง ทั่งติงทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ  อยู่นั่นแหละ)

 

ยิ่งถ้าคนร้อง คนเป่า คนสี มีอันดับ ก็ยิ่งต้องสะกดให้เราฟังให้เพราะเสียอีกด้วย ดังนั้นเราจะเห็น รมต.  นักการเมือง เศรษฐี ไทย มาร้องเพลงออกอากาศหน้าจอโทรทัศน์ระดับชาติบ่อยๆ แต่ฝรั่งไม่มีเลย  เพราะคนมีอำนาจนั้น คนไทยเรายอมให้ “ผิด” และ “เสล่อ” ได้เสมอ  กลายเป็นความน่ารัก น่าเอ็นดูไปอีกแบบ   ซึ่งฝรั่งไม่มีแนวคิดแบบนี้ ที่คนรวยคนจนถ้าผิดก็ “ฟัน” ตามกฎหมาย เท่ากัน

 

ดนตรีไทยเดิมเรานั้นถ้าเป็นการ “เดี่ยว” โดยบรมครูแล้วจะไพเราะมาก แต่ถ้าเล่นเป็นวงเมื่อไหร่มักฟังไม่ค่อยได้ศัพท์ ผมเคยฟังเดี่ยวระนาดเอกจากครู บุญยงค์ เกตุคง ...โอย มันเสนาะหูเหลือเชื่อจริงๆ   (ลองฟังดูตามลิงค์นี้ครับ)

 

http://www.youtube.com/watch?v=6Ft6vIyzM8M

 

เรื่องดนตรีนี้ ไม่มีในตำรารัฐศาสตร์ แต่มันแสดงให้เห็นว่า ฝรั่งนั้นเขาเคารพกฎกติกาเคร่งครัด  ส่วนไทยเราชอบซิกแซ็กตามแต่ใจตนเองต้องการ  

 

ดังนั้นการที่เราลอกเอากฎหมายฝรั่งมาใช้กับสังคมไทยนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและระบบการเลือกตั้งแบบวันแมนวันโหวต  ผมเชื่อว่าไปไม่รอดหรอกครับ นอกเสียจากจะปรับใหญ่

 

...คนถางทาง