มีน้อยคนนักที่จะมีใจรักในอาชีพครู เพราะหลายๆ คนคิดว่าความเป็นครูคืออาชีพที่เหนื่อยมาก แต่ได้ค่าตอบแทนนน้อย อีกทั้งยังต้องแบกรับความรับผิดชอบอีกนานัปการ ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่า "ปัจจัย" คือสิ่งสำคัญในการดำรงชีพ แต่ถ้าหากทุกคนหวังที่จะคว้าปัจจัยให้ได้มากที่สุด แล้วคนที่ด้อยโอกาส จะดำรงชีพได้อย่างไร?
เด็ก นักเรียน นักศึกษา เหล่านี้กำลังรอคอยการป้อนความรู้จากครูบาอาจารย์ หวังให้ท่านได้ประศิษย์ประศาสตร์วิชาความรู้ให้ ยิ่งเด็กๆ ที่อยู่ตามเขา ตามดอย อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลคมนาคม เด็กเหล่านั้นโหยหาความรู้เป็นอย่างมาก และความรู้เหล่านั้นจะมาจากที่ใดเล่า ถ้าไม่มี"ครู" ไปสอนให้ ข้าพเจ้ามีความชื่นชมและนับถือครูที่สอนอยู่ตามดอยเป็นอย่างมาก แม้ว่าข้าพเจ้าจะมีประสบการณ์ในความเป็นครูที่ไม่มาก แต่ข้าพเจ้าดูจากสารคดี ติดตามจากข่าว ได้ฟังจากคำบอกเล่าของคุณอา ที่ได้มีโอกาสติดตามคณะของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ไปมอบทุนการศึกษาให้เด็กๆ เหล่านั้น มาถ่ายทอดให้ฟัง ซึ่งอาเล่าว่า หนูเชื่อไหม ครูตามดอยเขาสอนหนังสือเด็กจำนวน หลักร้อยกว่าคนนั้น มีครูสอนกี่คน อาบอกให้ก็ได้ มีครูแค่ 2 คนเท่านั้น และครูพวกนี้เป็นทั้งพ่อทั้งแม่ให้เด็ก เพราะนอกจากสอนหนังสือแล้ว ยังต้องสอนการดำเนินชีวิตให้พวกเขาด้วย กินนอนอยู่กับเด็ก ทำอาหารให้เด็กกิน มีเพียงแค่มอเตอร์ไซค์ 1 คันที่เป็นพาหนะในการเดินทางระหว่างตลาดกับดอยซึ่งใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงตลาด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ครูเหล่านี้นำแนวทางปรัชญาดำเนินชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาสอนเด็กๆ ด้วย คือให้เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ตามบริเวณที่ว่างบนดอย เพื่อจะได้นำสัตว์เหล่านั้นมาเป็นอาหาร นอกจากจะได้ทานเนื้อแล้ว สัตว์พวกนี้ต้องมีไข่ เราก็สามารถนำไข่มาทำอาหารกิน แถมยังมีการปลูกพืชผักสวนครัวต่างกินเองอีกด้วย ซึ่งถ้าของพวกนี้มีมากจนกินไม่ทัน เราก็สามารถนำไปขายให้กับชาวบ้านแถวๆนั้น เป็นการหารายได้ให้เด็กๆ ไปในตัว ซึ่งนอกจากจะเป็นการสอนทักษะดำรงชีพ ดำเนินชีวิตแล้วยังสร้างความภาคภูมิใจให้พวกเขาเป็นอย่างมาก นี่แหละความเป็นครูที่แท้จริง ต้องเสียสละทุกอย่าง สอนทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เด็กด้วยความเต็มใจ
จากคำบอกเล่าของอา ทำให้ข้าพเจ้าจดจำ ชื่นชม ฝังอยู่ในใจ จนมาถึงวันที่ข้าพเจ้าได้เป็นครูสมใจหวัง ข้าพเจ้าจึงมีปณิธานว่าจะสอนเด็กๆ ให้ได้ความรู้อย่างเต็มที่ จะไม่สอนพิเศษให้กับเด็ก แต่จะถ่ายทอดความรู้ให้ในสิ่งที่พวกเขามาถามหรือสงสัยอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ใช่ครูที่สอนเด็กด้อยโอกาสตามท้องถิ่นทุรกันดาร แต่ใช่ว่าเด็กในกรุงเทพเมืองใหญ่ จะไม่มีเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาเลย เด็กในกรุงเทพแม้จะได้เรียน แต่ถามว่าสติปัญญาในการรับรู้มีเท่ากันทุกคนหรือไม่ บางคนเก่ง บางคนขยันแต่พัฒนาการทางสมองช้า บางคนขี้เกียจ พฤติกรรมไม่ดี แล้วเราเป็นครูจะสั่งสอน อบรม ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ของเราได้อย่างไร?
ข้าพเจ้าเชื่อว่าครูทุกคนเหนื่อย เคยท้อแท้ในอาชีพมาแล้วก็มีไม่น้อย แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อท่านได้อ่าน ได้รับรู้ความเป็นอยู่ของเพื่อนที่ร่วมอาชีพครูตามแนวชายแดน ตามท้องถิ่นทุรกันดารแล้ว ประกอบกับเห็นความสำเร็จของลูกศิษย์รุ่นต่อรุ่น สิ่งเหล่านี้คงจะสร้างกำลังใจให้กับพวกท่านได้นะคะ