Mental Retarded or Intellectual disability
“บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา” หมายถึง คนที่มีพัฒนาการช้ากว่าคนทั่วไป เมื่อวัดระดับเชาวน์ปัญญา โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้ว มีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าคนทั่วไป และความสามารถในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างน้อย 2 ทักษะหรือมากกว่า เช่น ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะทางสังคม ทักษะการใช้สาธารณสมบัติ การดูแลตนเอง การดำรงชีวิตในบ้าน การควบคุมตนเอง สุขอนามัย และความปลอดภัย การเรียนวิชาการเพื่อชีวิตประจำวัน การใช้เวลาว่างและการทำงาน ซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญาพบตั้งแต่แรกเกิดจนอายุก่อน 18 ปี
อาการและระดับความรุนแรง
ซึ่งลักษณะความบกพร่องทางสติปัญญานี้ สามารถพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุก่อน 18 ปี และอาจแบ่งความบกพร่องของสติปัญญาได้เป็น 4 ระดับ ดังนี้ คือ
1. ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย (Mild Intellectual disability) ซึ่งระดับสติปัญญา ระหว่าง 50 – 69 : ในบุคคลกลุ่มนี้มีความยากลำบากในการเรียนรู้ สามารถทำงานได้ สามารถสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ สามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้
2. ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (Moderate Intellectual disability ) ซึ่งระดับสติปัญญา ระหว่าง 35 – 49 : ในบุคคลกลุ่มนี้มีความบกพร่องทางสติปัญญาอย่างเห็นได้ชัดในวัยเด็ก สามารถทำทักษะต่างๆได้บ้างพอสมควร ในกลุ่มนี้มีประมาณร้อยละ 10 บางครั้งก็เรียกว่า “ กลุ่มฝึกได้ : TMR” (Trainable Metally Retarded) มีความสามรถพอฝึกอบรมได้และเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้ คือ เรียนได้ระดับประถมศึกษาปีที่ 2 เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่มักจะแสดงอาการเงอะๆงะๆ
3 . ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (Severe Intellectual disability) ซึ่งระดับสติปัญญา ระหว่าง 20 – 34 : เชื่อว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง จะอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 4 บางครั้งเรียกว่า “กลุ่มต้องพึ่งพิง” ไม่สามารถเรียนได้ ส่วนใหญ่จะพบความพิการบกพร่องทางการเคลื่อนไหว การพูดและภาษาร่วมอยู่ด้วย ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
4 . ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรงมาก(Profound Intellectual disability)ซึ่งระดับสติปัญญาต่ำกว่า 20 : เชื่อว่าบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 1 เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถฝึกทักษะต่างๆ ได้ ส่วนใหญ่มักจะมีรูปร่างผิดปกติ มีความจำกัดอย่างรุนแรงในด้านการดูแลตนเอง การขับถ่าย การสื่อสาร การเคลื่อนไหว และต้องการความช่วยเหลืออย่างมากและต่อเนื่องตลอดเวลา
Case Study
น้อง B เพศ หญิง อายุ 10 ปี
Diag : mild Intellectual disability
อาการสำคัญ
- มีช่วงความสนใจสั้นประมาณ 30 วินาที
- พูดเรื่อยเปื่อยและขว้างปาสิ่งของขณะทำกิจกรรม
- มีพฤติกรรมก้าวร้าว
- มีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเอง
- ไม่มีปฏิสัมพันกับคนรอบข้าง
การให้บริการทางกิจกรรมบำบัด
- ลดพฤติกกรมพูดเรื่อยเปื่อยและขว้างปาสิ่งของขณะทำกิจกรรม
FoR : Behavioral Modification
Therapeutic activity :
- ให้แรงเสริมทางบวก : เมื่อเด็กตั้งใจทำกิจกรรม ผู้บำบัดจะให้แรงเสริมเป็นคำชม และยิ้มให้กับเด็ก
- Overcorrection : เมื่อเด็กขว้างปาสิ่งของ ผู้บำบัดให้เด็กเป็นคนเก็บเองทั้งหมด
- Time out : ไม่ให้เด็กทำกิจกรรม ให้เด็กแยกไปอยู่อีกห้อง ให้นั่งเฉยๆ ให้นับ 1 – 10
2. เพิ่มช่วงความสนใจในการกรรม
FoR : SI and Behavioral Modification
Therapeutic activity :
- Modeling : สาธิต (Demonstration)ให้เด็กดูขั้นตอนการทำกิจกรรมเพื่อให้เด็กเข้าใจก่อน
- การวางเงื่อนไข : ถ้าทำเสร็จจะให้ไปหาพ่อและกลับบ้าน
- ให้แรงเสริมทางบวก : เมื่อเด็กตั้งใจทำกิจกรรม ผู้บำบัดจะให้แรงเสริมเป็นคำชม และยิ้มให้กับเด็ก
- Overcorrection : เมื่อเด็กขว้างปาสิ่งของ ผู้บำบัดให้เด็กเป็นคนเก็บเองทั้งหมด
- Prompting : เมื่อเด็กหันเหจากการทำกิจกรรม ผู้บัดบัดใช้การเรียก(verbal prompt)เด็ก และจับ(physical prompt)หน้าเด็กให้มองและทำกิจกรรมต่อ
- Sensory diet : ลดพลังงานเด็กโดยการให้กระโดดบนtrampoline และโยน-รับบอลกับนักกิจกรรมบำบัด
3. เด็กสามารถติดกระดุมเม็ดใหญ่จากชุดจำลองได้ และใส่รองเท้าได้ถูกข้าง
FoR : Domain & Process and Behavioral Modification
Therapeutic activity :
- Modeling : สาธิต (Demonstration)ให้เด็กดูขั้นตอนการทำกิจกรรมเพื่อให้เด็กเข้าใจและเกิดการลอกเลียนแบบ
- Prompting : จับมือเด็กทำและสอนไปพร้อมกัน จากนั้นค่อยๆลดความช่วยเหลือลง
- ให้แรงเสริมทางบวก : เมื่อเด็กตั้งใจทำกิจกรรม ผู้บำบัดจะให้แรงเสริมเป็นคำชม และยิ้มให้กับเด็ก
- Prompting : เมื่อเด็กหันเหจากการทำกิจกรรม ผู้บัดบัดใช้การเรียกชื่อเด็ก(verbal prompt) และจับแขนหรือมือของเด็ก(physical prompt)
- เด็กโยน-รับบอลกับนักกิจกรรมบำบัดและกับเด็กคนอื่น
- เด็กผลัดกันกับเด็กคนอื่นเดินหยิบบอลใส่ตะกร้า โดยการแตะมือกันเมื่อเปลี่ยนหน้าที่หยิบบอล
ผลการบำบัดฟื้นฟู
เนื่องจากมีเวลาบำบัดฟื้นฟูเด็ก 3 ครั้งครั้งละ ครึ่งชั่วโมงต่อวัน และ 1วันต่อสัปดาห์ความก้าวหน้าในการบำบัดฟื้นฟูจึงเห้นได้ไม่ชัดเจน มีเพียงเด็กมีอาการเชื่อฟังมากขึ้น และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมมากขึ้น
ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ดีๆในครั้งนี้นะคะ
case นี้เป็น case ที่น่าสนใจอีก case หนึ่ง วิธีการที่ใช้ก็ดูจะมากตามอาการของผู้รับบริการด้วย เทคนิคที่ใช้เป็นเทคนิคที่น่าสนใจมากคะ หากมีเวลาติดตามเคสนี้อีก ก็อยากจะทราบผลการให้บริการด้วย และอยากจะขอเสนอในเรื่องของการ promting ค่ะ การ promting อาจจะใช้เป็นการ promting ทีละอย่าง เพื่อดูว่าสิ่งไหนได้ผล หากใช้เพียงอย่างเดียวแล้วไม่ได้จึงใช้สองอย่างพร้อมกัน และเทคนิคที่ใช้เด็กผลัดกันเล่นนั้นก็น่าสนใจ เนื่องจากน้อยครั้งนักที่เราจะสามารถนำเด็กมาเล่นด้วยกันได้ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ถึง take turn หรือการผลัดกันเล่น เพื่อนำไปสู่การเล่นเป็นกฎกติกามากขึ้น ตามพัฒนาการของเด็ก
เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆค่ะ^^