ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย(๑๐)

...คนไทยขี้เกียจ ฝรั่งเมืองหนาวทำให้ขยัน

 

คนไทยจำนวนไม่น้อยคิดไปว่าที่ไทยไม่เจริญเท่าฝรั่งเพราะคนไทยขี้เกียจ นอนกันเขลงทั้งวัน ทำงานก็คุยกันไป นินทาเจ้านายกันไป เช้าชามเย็นชาม ส่วนฝรั่งนั้นขยันมาก โดยเฉพาะเป็นเมืองหนาวยิ่งต้องแอ๊คตีฟ (active) ขยับเขยื้อนตัวให้หายหนาว ก็เลยต้องขยัน

 

โหย..ผมเห็นคนไทยเราหน้าหนาวเราก็นอนคลุมโปงยิ่งกว่าหน้าร้อนเสียอีก  แล้วจะมาอ้างว่าหนาวทำให้ขยัน ...แล้วถ้าอ้างอย่างนั้นพวกเอสกิโมขั้วโลกเหนือก็น่าจะเจริญที่สุด ส่วนพวกสิงคโปร์แถบเส้นศูนย์สูตรก็น่าจะด้อยที่สุดสินะ

 

บ้างก็ว่าความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ (ในน้ำมีปลาในนามีข้าว) ทำให้คนไทยเราสบาย ก็เลยงอมืองอเท้า ไม่ต้องทำอะไรมากก็มีพอกินแล้ว ..เอ้า ถ้างั้น ประเทศทะเลทราย ที่แห้งแล้งก็น่าจะเจริญกันหมดแล้วสิ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีน้ำมันเสียด้วย เช่น อัฟกานิสถาน และ อัฟริกาทั้งหลาย

 

ผมไปทำงานอยู่กับฝรั่งมานานพอควร ประมาณ 12 ปี โดยทำทั้งในองค์กรของรัฐและบริษัทเอกชน ผมก็ไม่เห็นว่าฝรั่งเขาจะทำงานหนัก (ขยัน) กว่าคนไทยตรงไหน  ก็เช้าชามเย็นชามเหมือนกัน

 

แต่ของเขามันอาจทำเต็มชาม ส่วนของเราทำทีละครึ่งชามเท่านั้น เพราะเวลาทำงานวันละ 7 ชม. นั้นเขาทำเต็มที่จริงๆ(ยกเว้นหยุดพักกาแฟช่วงสายและบ่าย) ไม่มีมาหัวเราะต่อกระซิก นินทาเจ้านาย หรือโก่งเวลากินอาหารกลางวัน

 

เสาร์อาทิตย์พวกเขาพักผ่อนอยู่กับบ้าน ตัดหญ้าที่สนามหน้าบ้าน ไปซื้ออาหารมาแช่ในตู้เย็น ปิ้งบาร์บีคิวระเบียงหลังบ้าน เล่นบาสหรือซอฟท์บอลกับลูก ...ส่วนของเราไปสังสรรค์งานเลี้ยงต่างๆ เช่น วันเกิดน้องสาวของภรรยาเจ้านาย หรือ ลูกสาวของเจ้านายจบโทกลับจากนอก  เจ้านายของเพื่อนของญาติได้เลื่อนตำแหน่ง  ....ปั้นหน้ายิ้มใส่กัน ทำให้เหนื่อยยิ่งกว่าทำงานเสียอีก (ต้องออกกำลังปั้นหน้า)

 

ผมวิเคราะห์มานานจนพบสูตรว่า ปริมาณการทำงานที่สมดุลกับการพักผ่อนนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาของประเทศ

 

การทำงานที่เหลาะแหละเกินไปแบบไทยๆ เรานั้น แน่นอนว่ามันคงนำสู่ความเจริญไม่ได้ แต่ถ้าเราให้ยาแรงที่ตรงข้าม ลงแส้ หวดกันหลังลายให้ทำงานหนักทั้งวันเยี่ยงทาส ก็ไม่อาจนำสู่ความเจริญได้หรอก แม้ญี่ปุ่นทุกวันนี้ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำก็ยังได้เพียงแค่ลอกเลียนความคิดฝรั่งมาใช้ ไม่ค่อยได้คิดค้นอะไรเองสักกี่อย่างเลย

 

ฝรั่งเขาทำงานกำลังพอดี ไม่หนักไม่เบาเกินไป มีการพักผ่อนที่ดี ทำให้มีแรงทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องตลอดอายุการทำงาน (แต่กว่าจะได้ระบบนี้มามันก็เสียเลือดเนื้อชีวิตไปมาก)

 

ระบบอเมริกันนั้นคนเริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ เขาให้เวลาพักร้อนปีละ 13 วัน จนอายุ 50 ได้ 26 วัน ส่วนยุโรปได้มากกว่านี้ เช่นอิตาลีนั้นพอแก่ๆ ได้เวลาพักร้อนถึง 45 วัน แล้วถ้าใครจะขยัน ไม่ยอมไปพักร้อนเขาก็ไม่ยอม เขาบังคับเลยว่า  “ต้องไปพักร้อน”  (แต่จะพักหนาวเขาก็ไม่ว่ากัน) ส่วนของไทยทำงานจนหง่อมก็ได้ 10 วันเท่าเดิม ญี่ปุ่น จีน ก็เหมือนกัน (ดีนะยังให้ตั้ง 10 วัน)

 

นี่แหละที่ฝรั่งเขา “ฉลาด” กว่าเรา ดังในบางบทความผมได้เสนอไว้แล้วว่า “ค่าแรง” ก็เช่นกัน ให้น้อยไปแบบเรา (วันละข้าวแกง 8 จาน) ก็ไม่ดีหรอก ให้มากไปก็ไม่ดี มันต้องให้พอดีพอดีแบบฝรั่งประมาณ 25 เท่าของราคาอาหารพื้นฐานนั่นแหละ ถึงจะ “ดีที่สุด”

 

การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆนั้นมักคิดได้ในเวลาว่าง สบายๆ ขณะที่กำลังพักผ่อนเสมอ เช่น อาคีร์เมดีส คิดกฎแรงลอยตัวได้ (buoyancy)  ก็ในขณะที่กำลังลอยตัวในอ่างน้ำอุ่นอันแสนสบายนั่นเอง  ไฟเกนบอห์มคิดกฎการเกิดความอลเวง (chaos) ได้ก็เมื่อขณะเดินเล่นในสวนสาธารณะยามโพล้เพล้ ฯลฯ พระพุทธเจ้าคิดกฎอนัตตาได้ก็ขณะนั่งหลับตา จิตปล่อยว่างใต้ต้นโพธิ์ (ท้องก็อิ่มจากข้าวมธุปายาสอีกต่างหาก)  

 

แล้วท่านว่าที่ผมคิดอะไรบ้าบอนี้ ผมกำลังเครียดหนักไหม ....(ตอบ...ที่ผมคิดนี้ หลายร้อยเรื่อง รวมทั้งบทความนี้ ผมคิดไว้แต่เมื่อประมาณ คศ. 1990 เมื่อผมอายุได้ 35  ปี  ขณะที่ผมกำลังสบายที่สุดในชีวิต หลังจากนั้นจนวันนี้ ผมแทบไม่ได้คิดอะไรออกอีกเลยในเชิงหลักการ นอกเสียจากรายละเอียด  )

 

ผมเชื่อว่าที่นายทุนฝรั่งคิดหาทางเขมือบไทยเราได้...ก็มาคิดเอาท่ามกลางลมทะเลแสนอุ่น  ที่ปลายนิ้วแรงนวดฝ่าเท้าของสาวไทยริมหาดพัทยานี่แหละ  โอ้..มันมีแรงงานทาสราคาถูกที่สมัครใจจำนวนมหาศาล ทำไมเราไม่คิดออกได้เสียแต่นานแล้ว

 

ส่วนการทำงานที่ “หนัก” นั้น มันมีแต่ความเครียด อะไรไม่ดีกว่า “ด่าขรม”  โดยเฉพาะนายด่าบ่าว ส่วนบ่าวด่านายไม่ได้ซึ่งหน้าแบบฝรั่ง  ก็เก็บกดไว้เอาไปนินทาลับหลัง  ก็ยิ่งเครียดยาวนานยิ่งไปกว่า

 

ตามตัวเลขแล้วประเทศที่ได้รับรางวัลโนเบลต่อหัวปชช.มากที่สุดคือ ไอซ์แลนด์ (ได้เพียง 1 รางวัลเท่าพม่า และเวียตนาม แต่ปชช.น้อยกว่ามาก เมื่อหารแล้วเลยได้อันดับหนึ่งของโลก) ... รองลองมาคือสวีเดน (เจ้าของรางวัล...ก็หมดสิทธิ์โดยปริยาย )  รองลงไปคือ เดนมาร์ค (ศัตรูธรรมชาติของสวีเดน...ทั้งที่เป็นพี่น้องกัน) และสวิสฯ

 

เดนมาร์ค/สวิส ปชช. 5 ล้านคน ทำไมเก่งปานนั้น   ที่ขนาดศัตรูอย่างสวีเดนที่รบกันมานานยังยอมรับจนให้รางวัลมาก ทั้งที่ประเทศนี้ทำแต่เกษตรกรรม (แบบไทย) ส่วนสวีเดนทำแต่อุตสาหกรรม

 

แต่ถ้าคิดจำนวนรางวัลต่อหัวประชากรด้านเชื้อชาติแล้วไซร้... อิสราเอล (ยิว) มาที่หนึ่ง ..ตามมาด้วย ฮังการี (ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก)  ตามด้วยเดนมาร์กและสวิสเซอร์แลนด์

 

 

ทำให้ผมคิดต่อไปว่าความเก่งนี้มันไม่ได้มาแบบคิดตามคนอื่น แต่มันต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง

 

 ยิว ฮังการี และ เดนมารก์/สวิส มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของตนเองคือ ....

 

 ...ยิวมีความภูมิใจในเผ่าพันธุ์ ที่แม้โดนไล่ล่าล้างเผ่าพันธุ์มา 3000 ปี จากหลายฝ่ายตั้งแต่ยุคโมเสส ก็ไม่ย่อท้อ  ยังดำรงเอกลักษณ์แห่งตนมาจนบัดนี้ (ส่วนไทยเรา แค่ฝรั่งเขาเอากะไดถูกๆมาล่อ ก็ปีนป่ายกันเต็มไปหมด ไม่อยากดำรงพงศ์เผ่าพันธุไทยเอาไว้)

 

  ....ฮังการีนั้นตรงข้ามกับยิวเลย เพราะผสมมาจากเผ่าพันธุ์หลายหลายมากท่ามกลางมหาอำนาจและศาสนาที่โอบล้อม กลายเป็นพันธุ์ผสม (ขยำรวม คล้ายกับ สยำ หรือ สยาม เรานี้) ..การผสม ทำให้ได้อะไรใหม่ๆเสมอ ถ้ารู้จักผสมให้ดี ไม่ใช่เอาชั่วไปผสมชั่ว  โง่ผสมโง่ แล้วจะให้กลายเป็นดีแบบที่คนไทยบางคนคิดนั้น... คงยาก

 

 ....เดนมาร์ก/สวิส  ประเทศเล็กๆ ฝนตกน้อยกว่าไทย 4 เท่า ทำเกษตรก็ไม่ดี แต่กลับคิดแหวกแนวมาทำเกษตร ปลูกข้าว เลี้ยงวัว  ขายนมเนย จนรวยที่สุดในโลก  รวยกว่าสวีเดน ประเทศพี่คู่แข่ง ที่เน้นไปด้านอุตสาหกรรมเสียอีก  

 

ส่วนไทยเรา มีหมดทุกอย่างที่สามประเทศนี้มี คือเมื่อก่อนก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ฝรั่งยอมซูฮก เช่นเจดีย์ทอง คลอง  บ้านทรงไทย ยิ้มสยาม  แต่วันนี้มันหมดไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงภาษา แต่วันนี้ พศ. ๒๕๕๓  นักการเมืองหน้าดำผู้กุมอำนาจ   ก็มีระดับสมองที่คิดได้เพียงแค่เห่อฝรั่ง จะเอาภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาที่สอง (นี่ถ้าไม่เกรงใจปชช.บางคน รวมทั้งผม ก็คงเอาเป็นภาษาที่หนึ่งให้รู้รอดไปแล้ว)  ทั้งที่ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นเขาสักหน่อย

 

การผสมเผ่าพันธุ์แบบ ฮังการี เราก็มีไม่ด้อยไปกว่า เช่น เราคือ สยำ/สยาม/ขยำ  ที่รวมมาจาก มอญ ขอม ลาว มาเลย์ ไต แต่กลับไม่ยอมใช้ประโยชน์จากการขยำนี้ให้ดีที่สุด

 

เดนมาร์กกับสวิสฯเล่า แม้เป็นประเทศเมืองหนาว ฝนตกน้อย พื้นที่ราบน้อย  แต่กลับเน้นการเกษตรเป็นแกนนำในการสร้างเศรษฐกิจ จนร่ำรวยเป็นเศรษฐีโลก ส่วนไทยเรามีศักยภาพเป็น “ครัวโลก” แท้ๆ แต่กระแดะ เห่อ โง่ จนเจือกไปเน้น นาโน และดีทรอยด์ออฟเอเชีย  (ซึ่งอย่างมากก็เป็นได้เพียงแต่ “สเลฟออฟเจแปน” เท่านั้นแหละ)

 

 

ผมสรุปว่า ตราบเท่าที่ นักวิชาการไทย ยัง “ขยัน”  ยืน “กุมกระดุม”  ยืนเข้าแถวสยบต่อนักการเมืองเช่นทุกวันนี้ ประเทศไทยเราก็ต้อง กุมกระดุม หงอฝรั่งต่อไปอีกแสนนาน

 

 

...คนถางทาง