ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่ ๘)
ฝรั่งและคนไทยบางคนเชื่อเป็นตุตะว่าที่ฝรั่งเจริญกว่าไทยเป็นเพราะฝรั่งนับถือศาสนาคริสต์ ส่วนไทยไม่ได้เป็นคริสต์ ซึ่งดูเผินๆแล้วก็น่าใช่นะ เพราะฝรั่งที่ “เจริญ” นั้นเป็นคริสต์ทั้งนั้น
แต่น่าถามต่อไปแบบไม่เกรงใจกันว่า เอ..ขนาดนับถือคริสต์ยังเจริญขนาดนี้ แล้วถ้านับถือพุทธจะมิเจริญยิ่งไปกว่านี้หรอกหรือ ....กระเซ้ากันเล่นนะ ไม่ได้มีเจตนาให้มาทำสงครามศาสนาแบบ “ครูsaid” แต่ประการใด
คนพูดคงลืมประเทศคริสต์หลายประเทศเช่น อเมริกากลาง และ ใต้ นั้นก็คริสต์ทั้งสิ้น ยังฟิลิปินส์ อัฟริกา หมู่เกาะทะเลใต้ทั้งหลายอีกเล่า รวมกันแล้วจำนวนมากกว่าคริสต์ในยุโรปและเมกาเสียอีก แต่ทำไมประเทศเหล่านี้กลับยากจนกว่าค่าเฉลี่ยของโลก?
แต่ถ้าวิเคราะห์กันให้ลึกๆ เกินความบ้าคลั่งศาสนาแห่งตนแล้ว ผมเห็นว่าคำสอนแห่งศาสนาคริสต์มีส่วนสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ยุโรปและเมกามากทีเดียว
เริ่มตั้งแต่บทแรกๆ ของคัมภีร์ไบเบิ้ลเก่า (old testament) ที่สอนว่า.. พระเจ้าทรงบันดาลพืช สัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ขึ้นมาให้เป็นสมบัติของพวกท่าน..เพื่อใช้ประโยชน์ (ยกเว้นงู the serpent ที่แสนเลวและห้ามคบโดยเด็ดขาด) และพระเจ้าจะปกป้อง คุ้มครองรักษาผู้ที่เชื่อถือพระเจ้าให้รอดพ้นจากสิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวง
ส่วนของพุทธ ... ห้ามพรากของเขียว (ห้ามกระทั่งเด็ดใบไม้ อย่าว่าแต่ฟันต้นไม้ ...วินัยของพระ) ห้ามอึ ฉี่ รดต้นไม้ ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ตบยุงยังไม่ได้เลย) ห้ามอึฉี่ลงแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าคือนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนแรกของโลก
ผมเชื่อว่า คำสอนในไบเบิลก่อและสร้างนิสัยให้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของฝรั่งอย่างเต็มที่ เช่น พอเจอต้นไม้ใหญ่ ฝรั่งบอกว่าพระเจ้าสร้างไว้ประทานให้พวกเขา ก็ตัดเอาไปทำฟืน สร้างบ้าน ส่วนชาวพุทธเราพอเจอไม้ใหญ่ ก็ว่าต้นไม้ใหญ่มีรุกขเทวดาคุ้มครอง ไม่กล้าตัด (ยกเว้นพวกนายทุนที่มีเงินเป็นศาสนาก็ตัดกันโกร๋นป่าไปหมด) ....พอเจอเขาสูงฝรั่งก็เกิดความเชื่อว่า พระเจ้าสร้างมาให้ท้าทายพวกเขา ก็พากันปีนป่ายเพื่อสร้างชื่อว่าตนเป็นพวกแรกที่ขึ้นสู่ยอดได้ ..ส่วนไทยเราก็กราบไหว้เจ้าเขากันไป ไม่กล้าบุกเข้าไป ..พอเจอแม่น้ำฝรั่งก็สำรวจหาแหล่งต้นน้ำและทรัพยากร ส่วนไทยก็บูชาพระแม่คงคา ลอยกระทงขอขมากันไป เป็นต้น
นิสัยที่ชักนำโดยคัมภีร์นี้ นานไปทำให้ฝรั่งนั้นมีความ “กล้า” ในการ “สำรวจ” ธรรมชาติทั้งหลายมากขึ้นเป็นลำดับ จนออกสำรวจโลกไปหมด ด้วยเรือใบลำน้อยๆ เพราะเชื่อมั่นว่าพระเจ้าจะช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากอันตรายแห่งคลื่นลม ริมขอบโลกที่ไปลงนรกทั้งปวงได้ในที่สุด รวมทั้งจะชี้ทางให้พวกเขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆด้วย เช่น ดินแดน ทอง ยาวิเศษ เป็นต้น สุดท้ายได้เครื่องเทศ และอาณานิคม รวมทั้งนครวัด จำปาศักดิ์ เดลฮี มะริด ทะวาย และเขาพระวิหาร
จนแม้สมัยนี้ฝรั่งส่วนใหญ่ก็ยังมีนิสัย กล้าหาญ ชอบสำรวจ อยู่เสมอ เช่น เราจะเห็นหญิงสาว ตะลุยเดี่ยวเที่ยวทั่วโลกเยอะมากในหมู่ฝรั่ง ส่วนคนไทยชายอกสามศอกแท้ๆ กลับไม่กล้า ต้องไปเที่ยวเป็นกลุ่มก้อน อ้างว่ารู้รักสามัคคี แต่ลึกๆแล้วคือ ปอด ไม่กล้าไปเที่ยวคนเดียว
ความกล้าใหญ่ๆ ส่งผลให้ฝรั่งกล้าแบบเล็กๆด้วย เช่นทำให้ฝรั่งกล้าสำรวจค้นหา เซลล์ โมเลกุล อะตอม จนเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ ก่อเกิดเทคโนโลยีทั้งหลายมาจนบัดนี้ เรียกได้ว่า 99.99% ของวิทยาศาสตร์นั้นคิดค้นโดยชนชาติฝรั่งที่มีจำนวนคนประมาณ 1 ใน 100 ของโลกเท่านั้นเอง ทั้งที่เราก็รู้กันดีว่าฝรั่งไม่ได้ฉลาดกว่าคนทั้งโลกสักเท่าไรหรอก หลายเรื่องก็โง่กว่าคนโง่ๆในโลกที่สามด้วยซ้ำไป
ในอีกมุมกลับ การสอน “ผิดๆ” ของศาสนาก็ช่วยเสริมความเจริญด้วย เช่น การที่กาลิเลโอ ไปส่องกล้องดูดาวก็เพื่อเอามาหักล้างกับความเชื่อทางศาสนาที่สอนว่าพระเจ้าสร้างโลก จนกลายมาเป็นชนวนให้เกิดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์กันมากแต่บัดนั้น
สิ่งสำคัญที่สุดที่เชื่อกันว่า ทำให้ฝรั่งเจริญมาได้ทุกวันนี้คือประโยคคำพูดสั้นๆ จากปากของ นักปรัชญาชื่อ เรเน เดอคาร์ต ที่กล่าวว่า “I think therefore I am” (เพราะฉันคิดฉันจึงเป็น)
ผมเชื่อตั้งแต่ได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่ออายุประมาณ ๓๐ ว่า มันเป็นคำพูดเพื่อแย้งต่อการสอนของศาสนาที่ว่า “พระเจ้าสร้างมนุษย์”
แต่วันนี้ผมไปค้นข้อมูลพบว่ามีนักปรัชญาผู้มีบางคนให้การว่า เรเน เป็นพวก “ไม่เชื่อพระเจ้า” (atheist) ในที่ลับ แต่ในที่แจ้งกลับทำตัวเป็นเคร่งศาสนา (ซึ่งผมเชื่อ เพราะท่านคงกลัวว่าจะถูกจับเผาทั้งเป็นแบบกาลิเลโอ ที่แสดงออกว่าไม่เชื่อคำสอนในศาสนา ทั้งสองท่านเกิดร่วมสมัย เรเนอ่อนกว่ากาลิเลโอเล็กน้อย) นี่แสดงว่า ใช่เลย เรเน เอ่ยวลีนี้เพื่อต่อต้านพระเจ้าอย่างแน่นอน ...ก็ลองคิดดูสิ คัมภีร์บอกว่า สู ”เป็น” เพราะพระเจ้าสร้างสูมา แล้วนี้จะมาบอกว่า “สูเป็นเพราะสูคิด” ...อย่างนี้มันไม่หยามพระเจ้าไปหน่อยหรือ?
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม วลีสั้นๆนี้ถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดปรัชญาสมัยใหม่ของยุโรป ที่ก่อให้เกิดการ “คิด” กันขนานใหญ่ในวงกว้าง ..คิด เพื่อจะได้เป็น somebody กะเขาบ้าง
และเชื่อกันต่อไปว่า ถ้าไม่มีปรัชญาแบบนี้เป็นฐานรอง ก็ไม่มีวันหรอกที่จะคิดอะไรได้มั่นคงต่อเนื่องยาวนานจนคิดได้ทะลุ เกิดมรรคผลทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ได้มากมายขนาดนี้ จนถึงวันนี้
ดังนั้นสรุปได้ว่า ผลแห่งคำสอนของศาสนาคริสต์ในทางบวก ก็ช่วยให้ฝรั่งมั่นใจในการบุกเบิก สำรวจและใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนในทางลบก็ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากพวกมันสมองระดับสูงเช่น กาลิเลโอ และ เดอ คาร์ต ซึ่งก็ช่วยฝรั่งอีกน่ะแหละ ลบคูณลบกลายเป็นบวกไปโน่น สองแรงแข็งขัน เสริมกัน
สำหรับผมได้สร้างประโยค “ค้าน” คำกล่าวของ เรเน ไว้ว่า “I think, therefore, I think that, “I think therefore I am.”
ซึ่งอาจทำให้มันสมองระดับสูงแห่งนักการเมืองของไทยเราเบื่อ...เบื่อจนไม่อยากคิด เพราะคิดได้เพียงตื้นๆว่า ...ฟาดเงินซื้อเสียงเลือกตั้ง มันง่ายกว่ากันเยอะเลย (ว่ะ)
...สองเกิด ใจเต็ม
In a talk among friends some time ago. A native friend complained.
"The whiteies came.
They gave us God.
They made us close our eyes and pray to God.
When we opened our eyes, our land was taken over."