เราทราบกันอยู่แล้วว่าคำสอนของพระพุทธองค์ คือคำสอนที่เป็นทางสายกลาง คือไม่เข้าหาส่วนสุดทั้ง 2 ฝ่าย อันได้แก่ กามสุขัลลิกานุโยค (การปรนเปรอตนด้วยกาม) และ อัตตกิลมถานุโยค (การทำตนให้ลำบากโดยไม่สมควร)

แล้วในศาสนาพุทธล่ะคะ มีคำสอนเกี่ยวกับสุขัลลิกานุโยคหรือไม่

พระสารีบุตรได้กล่าวถึงสุขัลลิกานุโยคไว้(ในสังคีติหมวด 4) ว่า มี 2 ลักษณะ คือ สุขัลลิกานุโยคที่ไม่เป็นอริยะ และสุขัลลิกานุโยคที่เป็นอริยะ

สุขัลลิกานุโยคที่ไม่เป็นอริยะ มี 4 คือ การฆ่าสัตว์แล้วบำรุงตนให้เอิบอิ่ม, การลักทรัพย์แล้วนำมาบำรุงตน,การพูดเท็จเพื่อได้ประโยชน์มาบำรุงตน และ การบำเรอตนให้เอิบอิ่มอยู่ด้วยกามคุณ 5

ส่วน สุขัลลิกานุโยค 4 ที่เป็นอริยะ คือ ความสุขที่เกิดจาก การบรรลุปฐมฌาน, บรรลุทุติยฌาน,บรรลุตติยฌาน และการบรรลุจตุตถฌาน

ซึ่งมีอานิสงส์คือ ทำให้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป

เนื่องจาก สัมมาสมาธิ นั้น หมายเอาฌาน 4 และเป็นสมาธิที่โน้มไปเพื่อการปล่อยวาง การสละ ละ คืน เป็นบาทฐานของปัญญา ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันว่า เมื่อเสพสุขที่ไม่มีเหยื่อล่อแล้ว ก็ไม่ติดใจในสุขนั้น แต่ใช้จิตขณะที่ควรแก่การใช้งานนั้น ไปทำงานทางปัญญาเพื่อให้เห็นธรรมต่อไป

งานวิปัสสนา (ปัญญา) คือบันไดขั้นต่อไปของงานทางจิต (สมาธิ) หลังจากที่มีวิถีชีวิตที่เป็นไปเพื่อความเป็นปรกติ (ศีล) เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

มีพุทธพจน์เกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อบรรลุโสดาบันดังนี้

หากภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอน ที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ภิกษุนั้นพึงทำศีลให้บริบูรณ์ หมั่นประกอบธรรมเครื่องสงบใจภายในตน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา เพิ่มพูนเรือนว่าง

ม.มู. (แปล) ๑๒/๖๗/๕๘ ๕๙

จากพุทธพจน์นี้ ชี้ให้เห็นว่า ลำพังการฝึกสมาธิที่ถึงระดับฌานเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้บรรลุผลที่ต้องการไปได้ หากต้องมีการการประกอบกันของธรรมต่างๆ และนอกจากนี้แล้วยังต้องมีความเพียรอย่างไม่ท้อถอยอีกด้วย

สุขัลลิกานุโยคในพุทธศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ควรเสพ เพียงแต่ เสพ แล้ว ไม่ ติด

เมื่อ ไม่เสพติด ชีวิตจึงค่อยๆไหลไปตามครรลองคลองธรรม