ปฏิบัติธรรมแบบนอกคอก (ตอน ๓...เป่านกหวีด)

พอวอร์มอัพเสร็จ ก็เป่านกหวีดเริ่มเล่นธรรมกีฬาได้

 

อาจารย์หรือตำราสอนฝึกสมาธิส่วนใหญ่เท่าที่ได้พบมาในโลกนี้จะมีวิธีการเพ่งอยู่เฉพาะตน เช่น

เพ่งคำบริกรรมต่างๆ (เช่น พุทธ โธ, สัมมา อรหัง)  พระสายพระอาจารย์มั่นมักนิยมใช้วิธีนี้ พวกธิเบตก็เปล่งว่า โอม..มุนีปัทมีฮัม พวกกลุ่มหนึ่งในญี่ปุ่น (ลืมชื่อแล้ว) ก็เพ่งว่า โอม..นัมโมเร็งเกเกียว

เพ่งอิริยาบถการหายใจไปที่ท้อง พร้อมกำหนดวาจา “ยุบหนอ พองหนอ”  นี่เป็นวิธีของพระสายวัดพระมหาธาตุที่รับมาจากพระเถระพม่า (พระมหาสีสยาดอ)

เพ่งดวงสี (ดวงกสิณ) ..นิยมในหมู่พวกเล่นอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์  มีต้นกำเนิดมาจาก พระพุทธโฆษาจารย์ สมัยประมาณพุทธศัตวรรษที่สิบ

เพ่งอวัยวะร่างกาย (กายคตาสติ) ...เป็นวิธีที่พพจ.ทรงแนะนำ

เพ่งลมหายใจ (อานาปานสติ)  ...เป็นวิธีที่พพจ.ทรงแนะนำ หลวงพ่อพุทธทาส และหลวงพ่อชา ก็นิยม  ซึ่งเป็นวิธีที่ผมนิยมด้วย

 

ที่ผมนิยมอานาปานสติเป็นเพราะเห็นว่ามันง่าย และยังสามารถต่อยอดจากสติ เป็นสมาธิ เข้าสู่ปัญญาได้อย่างไร้รอยต่อ อีกทั้งก็เป็นวิธีที่พพจ. ทรงสรรเสริญมากที่สุดอีกด้วย  ผมแนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ฝึกเองโดยไม่มีอาจารย์กำกับดูแล เพราะวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ไม่ค่อยเกิดนิมิตหลอน ที่อาจทำให้บางท่านกลัว วิธีนี้ไม่ต้องเตรียมการณ์อะไรให้ยุ่งยากเพราะลมหายใจมีติดจมูกทุกคนโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

 

พอเลือกวิธีเพ่งลมหายใจ มันก็ยังมีวิธีการย่อยอีกอย่างน้อยสามวิธีคือ เพ่งดูลม หรือตามลม ในกรณีตามลมจะตามแบบถึงแค่ทรวงอก หรือ ถึงช่องท้อง

 

วิธีเพ่งดูลมคือไม่ตามลมแต่เพ่งดูลมที่กระทบเข้าออกที่ปลายจมูกเท่านั้น ส่วนการตามลมก็คือในตอนหายใจเข้าให้เอาจิตเกาะไปกับลมจากปลายจมูกถึงทรวงอก (ประมาณลิ้นปี่) พอหายใจออกก็เกาะลมออกมาที่ปลายจมูก ถ้าเกาะยาวก็ให้เกาะไปถึงช่องท้อง หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องยุบ อันนี้อาจไม่สมจริงตามหลักสรีรศาสตร์แต่ก็อนุโลมตามหลักจิตศาสตร์เพราะการที่ท้องพองออกยุบเข้านั้นมันกำหนดง่าย ถือเป็นอุบายในการทำสมาธิ

 

สำหรับผม มักตะแบงไปเสียหมดทุกเรื่อง เพราะผมลองทำมาหมดทั้งสามวิธีแล้ว มันก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ตามอารมณ์ ผมเลยมาลองวิธีใหม่ที่คิดเองคือ ตามลมแบบสั้น คือตามจากปลายจมูกมาที่ถึงเพียงคอหอยเท่านั้น (ไม่สมจริงแต่เป็นอุบาย) แทนที่จะไปถึงลิ้นปี่หรือช่องท้อง พบว่าทำให้เกิดสมาธิเร็วกว่าทั้งสามวิธีที่กล่าวมา (อาจดีสำหรับผมคนเดียวก็ได้ เพราะยังไม่เคยสอนใครแล้วตามผลดูสักที)

 

สำหรับการบริกรรมด้วยคำพูดหรือคำนึกในใจต่างๆ นั้น ผมก็เล็งเห็นข้อดี แต่วิจารณ์ว่าคำบริกรรมนั้นมักไม่มีความหมายที่เกื้อต่อการเกิดความรู้และปัญญานัก

 

ว่าแล้วผมเลยคิดค้นคำบริกรรมมาสองชุด เป็นคำบริกรรมแบบสามพยางค์ ...ชุดที่๑ คือ “เกิดขึ้น..ตั้งอยู่..ดับไป”  ...ชุดที่ ๒ คือ “ทุกขัง..อนิจจัง..อนัตตา”  ใครจะเลือกใช้ชุดไหนก็สุดแต่จริต ผมแนะว่าสำหรับผู้เริ่มต้นควรใช้ชุด ๑ ส่วนผู้ที่มีความรู้ทางธรรมมากแล้วอาจใช้ชุดที่สอง

 

ตำราทั้งหลายมักชี้ว่า การบำเพ็ญภาวนานั้นมีด้วยกันสองรูปแบบคือ แบบสมาธินำปัญญา หรือ  แบบปัญญานำสมาธิ   สำหรับวิธีการเพ่งลมหายใจพร้อมบริกรรม “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป”  นี้ ผมเห็นว่าเป็นการทำสมาธิและปัญญา พร้อมกันแบบบูรณาการ  ช่วยกันแบบสองแรงแข็งขัน ผมทดลองดู ถูกจริตผมมาก สมาธิและ”ความชัด” ในความรู้เกิดขึ้นได้เร็วมาก และสถิติในการเกิดสูงกว่าวิธีก่อนๆ มาก

 

ผมวิเคราะห์ว่าถ้าเฝ้าดูอย่างเดียวมันเบื่อง่าย ถ้าตามยาวเกินไปจิตมันก็เหนื่อยง่าย ไพล่จะหนีออกริมทางเสียเรื่อย ดังนั้นตามลมแบบสั้นๆนี่เห็นว่ากำลังดี

 

การบริกรรมว่า “เกิดขึ้น” นั้นให้ทำตอนลมกระทบปลายจมูกขาเข้าและในระหว่างที่ลมเดินไปถึงคอหอย ....จากนั้นให้กลั้นลมหายใจสักสามวินาทีพร้อมบริกรรมว่า “ตั้งอยู่”  จากนั้นหายใจออก ตามลมออกมา พร้อมบริกรรมว่า “ดับไป”

 

..อ้าว...ตั้งใจบริกรรมมากไป กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ชักกลับมาเกร็งอีกแล้ว ก็เอาสติไปตามไล่จัดการเสีย ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ...จากนั้นมาตามลมและบริกรรมกันต่อ...

 

อันว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป” นั้น อาจถือเป็นหัวใจของพุทธศาสนาก็ยังได้ เพราะสรรพสิ่ง(สังขาร) ทั้งหลายในสากลโลกก็เป็นเช่นนั้นแล คือมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป แล้วก็ดับไป ซึ่งลมหายใจเข้าออกของเรานั้นถือเป็นตัวแทนของสรรพสิ่ง มันก็มีลักษณะทั้งสามนี้ครบถ้วน คือ ตอนหายใจเข้าก็คือ การเกิดขึ้น ในขณะที่ลมหายใจเข้าไปทำงานในปอดก็ “ตั้งอยู่” พอหายใจออกก็ “ดับไป” ..ดังนี้แล

 

ทำไปเรื่อยๆ สมาธิจะโฟกัสมากขึ้นเรื่อยๆ จากการตามลมและบริกรรม พอสมาธิเกิดแล้วเราก็หันมาพิจารณาการ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ของลมหายใจ

ทำไปเรื่อยๆ ย้ำ ๆ ซ้ำๆ สมาธิจะคมขึ้นเรื่อยๆ ส่วนความรู้ในใจมันก็จะชัดขึ้นเรื่อย ๆ  ๆ ตามลำดับ ..ทั้งสมาธิและความรู้ ปัญญา ดูเหมือนว่าจะอบรมซึ่งกันและกันแบบบูรณาการ

 

....คนถางทาง (๒๑ มกราคม ๒๕๕๕)