กว่าจะตาสว่างก็เกือบมองไม่เห็น

           ห่างหายไปนานกับการเขียนบันทึกเกี่ยวกับงานเบาหวาน เพราะมีงานอื่นเข้ามาเป็นระยะๆ ต้องรับผิดชอบงานเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้ด้านเวชศาสตร์ครอบครัวด้วย(เข้าไปให้กำลังใจกันได้ที่นี่นะคะ) แต่พยายามหาโอกาสมาเยี่ยมอยู่บ่อยๆ ในส่วนของงานเบาหวานก็ยังรับผิดชอบเรื่องการดูแลภาวะแทรกซ้อนทางตาในผู้ป่วยเบาหวาน และCross งานเรื่องการดูแลภาวะแทรกซ้อนทางเท้ากับคุณเปรมสุรีณ์อยู่ด้วย ทักทายกันยาวไปนิด มาเข้าเรื่องที่อยากนำเสนอในวันนี้ดีกว่า เรื่องนี้เราให้ชื่อว่ากว่าจะตาสว่างก็เกือบมองไม่เห็น ในทุกวันพุธเราจะมีคลินิกเท้า แบบครบวงจร ให้การตรวจประเมิน การให้ความรู้เรื่องการดูแลเท้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดูแลตนเองของผู้ป่วยกับผู้ป่วย และกับเจ้าหน้าที่ และช่วงที่ทำแผลทำหัตถการก็จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการที่จะได้พูดคุยสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการซึ่งต่อมาคือเกิดความไว้วางใจกันสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องผู้รับบริการก็จะรู้สึกว่าไม่มีช่องว่างระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ เราก็จะพูดคุยกันได้ทุกเรื่องทั้งเรื่องครอบครัว การดูแลตนเอง เรื่องการบ้านการเมือง(บางครั้งแม้จะคนละขั้วแต่เราก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน รับรองไม่มีแตกแยก) มีคุณลุงอยู่รายหนึ่งเป็นแผลที่ฝ่าเท้าจาก Charcot’s foot เป็นผู้ป่วยที่รับบริการที่คลินิกเบาหวานของตึกผู้ป่วยนอกส่งมาให้เราดูแลแผลที่เท้า ซึ่งตอนแรกที่รักษาที่ OPD แล้วแผลไม่ดีขึ้นแพทย์แนะนำให้ตัดเท้า ผู้ป่วยจึงขอมารับการดูแลที่คลินิกเท้าก่อน ซึ่งคุณลุงตอนแรกที่มาทำแผลที่เรา แผลกว้างและลึกมากจนถึงกระดูกแต่ไม่มีการติดเชื้อเราทำแผลกันมาเกือบ 2 ปีทุกวันพุธ ระหว่างทำแผลไปเราก็ประเมินแผลและเท้าของคุณลุงไปด้วยทุกครั้ง เช่นเราเห็นแผลมีรอยช้ำๆรอบๆแผลก็จะรู้ว่าต้องมีการลงน้ำหนักบริเวณนี้มากเกินไปก็จะทักท้วงคุณลุงว่าอย่ายืนนานเกินไปนะ (คุณลุงเป็นช่างซ่อมรถยนต์)คุณลุงก็จะรู้ตัวและไปปรับตัวเอง แต่ถ้าไม่ดีขึ้นเราก็จะปรึกษากายภาพและกายอุปกรณ์ Modify รองเท้าให้คุณลุง บางครั้งแผลดูซีดๆไปนะเราก็จะบอกคุณลุงว่าช่วงนี้คุมน้ำตาลเป็นอย่างไรบ้างคุณลุงก็บอกว่าคุมได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (HbA1c 9-10) เราก็มาพูดคุยกันว่าคุณลุงช่วงนี้กินอยู่เป็นอย่างไร ลุงตอนแรกๆก็บอกเราว่าแกก็คุมดีบอกเรื่องอาหารการกินอยู่พอเรามาคิดดูก็ไม่เห็นว่าเป็นส่วนที่ทำให้ลุงแกน้ำตาลขึ้นได้นี่นา(แอบไม่เชื่ออยู่ในใจแต่ไม่กล้าหักหาญน้ำใจ) เราก็บอกว่า แล้วปีนี้ลุงตรวจตาหรือยัง หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือนลุงก็ไปตรวจตา พอถึงวันทำแผลที่เท้าคุณลุงก็มีสีหน้าวิตกกังวลและก็บอกกับเราว่า หมอบอกว่าเบาหวานขึ้นตาแล้วนะ จะต้องไปรักษาด้วยเลเซอร์ ลุงกลัวว่าตาจะบอด มาขอคำปรึกษาว่าจะต้องดูแลตัวอย่างไรบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ ที่หมอบอก เรื่องการดูแลตัวเองให้ฟังก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ทำตามคำแนะนำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะคิดว่าตัวเองยังแข็งแรงดีคงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนใหญ่ก็กินตามใจปากของตนเองเป็นส่วนใหญ่ ก็เคยนึกเถียงหมออยู่ในใจบ่อยๆว่าฉันไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยจะมัวอดทำไม กินยาอย่างเดียวก็พอแล้ว หมอให้ยาฉีดไปก็ไม่ฉีด แต่วันนี้รู้แล้วว่าการละเลยไม่ดูแลตัวเองนั้นมันทำให้ผมตาจะบอดเสียแล้วต่อไปต้องดูแลตัวเองอย่างหนักแล้วล่ะผมก็ต้องขอโทษหมอที่ไม่ได้ทำตามคำแนะนำก่อนหน้านั้น หลังจากนั้นลุงก็ขอให้พวกเราแนะนำการดูแลตัวเองอีกครั้งเพื่อจะนำไปปฏิบัติ และแนะนำให้รับการรักษาด้วยเลเซอร์ หลังจากนั้นคุณลุงก็ดูแลตนเองดีขึ้นเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากแผลที่คุณลุงต้องมาทำที่คลินิกเท้าทุกอาทิตย์ แผลสะอาดขึ้น แผลแคบลง การ Healing ดีขึ้น (ก็ผลจากการควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้นนั่นเอง) และนอกจากนั้นคุณลุงก็จะใช้ตัวเองเป็นอุทาหรณ์ในการที่จะบอกเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้ผู้ป่วยด้วยกันฟังอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นอะไรที่ดีมาก ที่ผู้ป่วยเขาได้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนกัน เขาก็จะเชื่อกันมากกว่าเจ้าหน้าที่เสียอีก ทุกวันพุธก็จะมีกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่เท้าได้มานั่งพูดคุยกัน มีความห่วงใยให้กันและกัน แอบฟัง แอบดู อยู่บ่อยๆ นานๆก็ทำเนียนพูดคุยเพิ่มข้อมูล ให้กำลังใจไปบ้างเหมือนกัน ก็ได้ประโยชน์กันไปทั้งตัวคุณลุง ผู้ป่วยรายอื่น และเจ้าหน้าที่ก็เหนื่อยน้อยลง ก็ต้องขอบคุณคุณลุง และดีใจกับคุณลุงด้วยที่ ตาไม่บอดเพราะลุงตาสว่างเสียก่อน

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เบาหวานพุทธชินราช



ความเห็น (1)

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ดีๆ ที่ส่งผ่านความหวังดีืจากคนไข้สู่คนไข้

....ทั้งสีหน้าแววตา...ทำให้เกิดการซึมซับเรื่องดี.เข้ามาสู่ตัว ..เกิดการเรียนรู้ ฉุกคิด..

และนำไปผสมกลมกลืน และปรับตัวเองไปในทางดีๆ ............

ชื่นชมกับเรื่องดีแบบนี้...นะคะพี่หนู