อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้มอบหนังสือเรื่อง "นอตราดามุสแห่งเมืองพะเยา : ตำนานพ่อผ้าขาวเป็งและ ๒๐ คำทำนาย" พร้อมคำอวยพรปีใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคน เพื่อร่วมสร้างแนวทางประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคม

 

     คำว่า "ปฏิรูปการเมือง" เป็นคำถามที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คำถามคือปฏิรูปทำไม? ดังนั้น คำตอบที่ได้คือ เพราะการเมืองมีปัญหา...

     อันเนื่องมาจากช่วงที่ผ่านมา(๕-๖ ปีที่แล้ว) ประเทศไทยมีการแบ่งเป็นฝักฝ่าย หลากหลายสีสัน ด้วยทัศนะที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ แต่ละคนก็ยืนอยู่คนละมุม แม้คนยืนอยู่ตรงกลาง ก็ถูกลากเข้ามาเล่นเกมส์ด้วย แม้แต่พระก็ยังไม่เว้น(พระบางกลุ่มก็เล่นกะเขาด้วย) ย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

     ในทัศนะผู้เขียน ปัญหามีมานาน ผ่านการสั่งสมมาพอสมควร ล้วนแล้วแต่หมกหมมมาพอสมควร หลายยุค หลายสมัย สืบเนื่อง ถ่ายทอด สืบต่อกันมา จากหลายรัฐบาล

     คำถามจึงมีต่อไปว่า แล้วอะไรที่การเมืองต้องจำเป็นแก่การปฏิรูป ? คำตอบนี้ ทางสำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม นำโดยสถาบันพระปกเกล้า เข้ามาจัดเวทีเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นที่กล่าวมานี้ แต่เจาะลึกเฉพาะกรณี "พัฒนาความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย"

     ตามเอกสารที่ประชุม ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ใน ๓ ครั้ง ๓ ภาค เพื่อนำเสนอเป็นภาคใหญ่ในกรุงเทพฯ ซึ่ง ๓ ภาคนั้น มีจังหวัดที่น่าสนใจ ดังนี้

     ครั้งที่ ๑ ภาคใต้ ไปรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดสงขลา วันจันทร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕

     ครั้งที่ ๒ ภาคอีสาน ไปรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดขอนแก่น วันอังคารที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕

     ครั้งที่ ๓ ภาคเหนือ มารับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดพะเยา วันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๕

     ในการเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ ๓ นี้เอง ทางวัดได้มอบหมายให้ผู้เขียนไปช่วยดูแลด้านสถานที่ ซึ่งใช้ห้องเอนกประสงค์ของอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและบาลี วัดศรีโคมคำ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมีผู้เข้าร่วมตามรายชื่อจำนวนกว่า ๓๐ รูป/คน ซึ่งล้วนแล้วเป็นตัวแทนของกลุ่มก้อนการเมือง ผู้นำชุมชน แทบทั้งสิ้น

     จากนั้น ตัวแทนจากสถาบันพระปกเกล้าฯ ได้เกริ่นนำ ความเป็นมาและความสำคัญในการเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ว่า

     ๑.แม้ประเทศไทยจะมีสัดส่วนในการออกไปเลือกตั้ง ส.ส. เฉลี่ยสูงขึ้นกว่าร้อยละ ๗๐ ในปี ๒๕๔๔ และร้อยละ ๗๕.๐๓ ในวันที่ ๓ กรกฎกคม ๒๕๕๔

     ๒.แนวโน้มของคนไทยที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมในการรณรงค์หาเสียง สนับสนุนผู้สมัครและพรรคการเมือง สูงขึ้นเป็นอย่างมาก

     ๓.สถาบันพระปกเกล้า ได้วิจัยในปี ๒๕๕๔ พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตัดสินใจเลือกเพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้สมัคร พรรคการเมือง โดยเลือกโดยพิจารณาเรื่องความซื่อสัตย์ ความสามารถในการแก้ปัญหาชุมชน ที่สำคัญคือก้าวข้ามเรื่องส่วนตัวและของกำนัลมากกว่ายุคก่อน ๆ

     ๔.เครือข่ายศึกษาอุณหภูมิประชาธิปไตยแห่งเอเชีย(Asian Barometer) ได้สำรวจค่านิยมคนด้านประชาธิปไตยของคนไทย พบว่า คนไทยเป็นชาติที่ให้การสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยค่อนข้างสูง เป็นอันดับต้น ๆ แห่งเอเชีย และที่สำคัญมีประชากรกว่าร้อยละ ๗๐ เชื่อมั่นว่าคนธรรมดาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ ซึ่งสูงกว่าประเทศชั้นนำอย่างญี่ปุ่น และเกาหลี

     อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่กล่าวมายังไม่เพียงพอต่อคำว่า "การมีส่วนร่วมทางการเมือง" ซึ่งไม่ทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ในด้านพฤติกรรมของคนในสังคม ตลอดถึงทัศนะคติทางการเมืองที่ดีงามของคนไทย

     (ซึ่ง)ผู้เขียนเข้าใจว่าคณะทำงานต้องการหาประเด็นอี่น ๆ เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องการให้เกิดการพัฒนาความเป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของประเด็นในการรับฟังความคิดเห็นอีก ๓ ประการคือ

     ๑.การปฏิรูประบบกฏหมายเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

     ๒.การเสริมสร้างความเป็นพลเมืองผ่านกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม

     ๓.การเปิดกลไกภาครัฐเพื่อประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จากประเด็นทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าว ผู้แทนของสถาบันพระปกเกล้าได้ตั้งประเด็นย่อยถามที่ประชุม ๓ ข้อดังนี้

     ข้อที่ ๑ อะไรคือความเป็น "พลเมือง" ที่ท่านอยากเห็น?

     ข้อที่ ๒ อุปสรรคของการสร้างความเป็นพลเมือง?

     ข้อที่ ๓ จะเสริมสร้างความเป็นพลเมืองได้อย่างไร?

     การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ เริ่มตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ น.ไปจนถึงบ่าย ๔ โมงเย็น สาระมากมายที่นักพูด นักคิด นักเขียนพากันระดมสมอง เพื่อกลั่นกรองและนำเสนอต่อสถาบันพระปกเกล้าต่อไป ซึ่งถ้ามีเวลาผู้เขียนจะได้นำเสนอต่อไป

     อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้มอบหนังสือเรื่อง "นอตราดามุสแห่งเมืองพะเยา : ตำนานพ่อผ้าขาวเป็งและ ๒๐ คำทำนาย" พร้อมคำอวยพรปีใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคน เพื่อร่วมสร้างแนวทางประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในสังคม