ฤทธิ์วิจารณ์

เขียนโดย อ.วิทยา วุฒิไกรเกรียง

คำวิจารณ์ช่างมีฤทธิ์มากจริง ๆ ในสมัยที่ผมยังเด็กมาก ๆ มีหนังจีนกำลังภายในเรื่องหนึ่งที่ผมจะไม่ยอมพลาดเด็ดขาดนั่นคือเรื่อง "ฤทธิ์มีดสั้น" มีดสั้นของลี้กิมฮวงคร่าชีวิตเหล่าร้ายไปมากมาย แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมถึงได้ทราบความจริงว่า "ฤทธิ์มีดสั้น" น่ากลัวก็จริง แต่ก็ไม่อาจสู้ "ฤทธิ์วิจารณ์" ไปได้ มีคำกล่าวไว้ว่า "มีบางคนที่คำพูดพล่อย ๆ ของเขาเหมือนดาบแทง แต่ลิ้นของปราชญ์นำการรักษามาให้"

คำวิจารณ์มีอิทธิพลต่อจิตใจของคนเรา เมื่อเรารู้สึกแย่กับคำวิจารณ์เราก็อาจเรียกมันว่า "คำพูดเสีย ๆ หาย ๆ" หรือ "คำนินทา" ซึ่งเหมือนดาบที่แทงทะลุหัวใจของเรา แต่ถ้าเราพอใจกับคำวิจารณ์นั้นเราก็อาจเรียกมันว่า "คำพูดให้กำลังใจ" หรือ "คำตักเตือน" ซึ่งนั่นก็ช่วยให้หัวใจของเราพองโตด้วยความสุขเช่นกัน

คำวิจารณ์จึงเหมือนกับดาบสองคมที่สามารถให้คุณและให้โทษได้ แต่ส่วนใหญ่ มักจะพบว่ามีคนที่กลัดกลุ้มจากคำวิจารณ์มากกว่ารู้สึกสุขใจ คนที่ต้องทนทุกข์อยู่กับคำวิจารณ์จึงมักได้รับคำเตือนสติมากมายเช่น "อย่าไปสนใจคำวิจารณ์พวกนั้นเลย มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นหรอก" หรือถ้าแรง ๆ ก็อาจว่า "ช่างพวก...เถิด ปล่อยมันเห่าไป" มันคงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถห้ามความคิดของเราได้จริง ๆ แต่เราต่างก็รู้ว่าคำวิจารณ์นั้นมันก่อกวนความคิดและความรู้สึกของเรามากเพียงใด จอห์น ซี แม็กซ์เวล กล่าวว่า "ถ้าคุณโดนถีบบั้นท้าย คุณก็รู้แล้วว่าคุณยืนอยู่แถวหน้าสุด" ลองคิดถึงการถ่ายทอดกีฬาวิ่งมาราธอน คำวิพากษ์วิจารณ์ของนักพากย์ และความสนใจของผู้ชมย่อมต้องพุ่งความสนใจไปที่กลุ่มผู้วิ่งนำหน้าส่วนคนที่วิ่งอยู่ลำดับสุดท้ายคนคงพากันลืมเขาไปหมดแล้ว นั่นสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของการถูกวิจารณ์ก็คือ "คนที่อยู่ในความสนใจเท่านั้นจึงจะถูกวิจารณ์" ดูอย่าง ดาราหรือศิลปินนักแสดง นักการเมือง คำวิจารณ์แม้จะสะท้อนว่ามีคนที่ให้ความสนใจเรามาก แต่มันก็ช่างน่าเบื่อและน่ารำคาญ ยิ่งมีคำวิจารณ์มากมันก็กัดกินความรู้สึกของเราเหมือนกับปลาปิรันย่าทั้งฝูงที่จะไม่ยอมเหลือแม้เนื้อติดกระดูกสักชิ้นของเหยื่อ ดังคำกล่าวที่ว่า "ที่จะกินน้ำผึ้งมากก็ไม่ดี ฉะนั้นจึงควรประหยัดคำพูดชมเชย"

เราจึงไม่อาจเลี่ยงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างได้เลย และแม้ว่าคุณจะประพฤติตัวได้อย่างดียอดเยี่ยมเพียงใด ก็อาจยังมีคำวิจารณ์ในทางเสียหายมาถึงคุณได้เช่นกัน ดังนั้นขออย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะเราจะได้เก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควรอย่างแน่นอน

ข้อแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านสามารถรับมือกับคำวิจารณ์ได้ดียิ่งขึ้น

  ประการแรก "จงรู้จักตนเองให้มาก"

เบนจามิน แฟลงคิน เคยกล่าวเอาไว้ว่ามีสามสิ่งที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่จะเจาะช่องทำลายได้นั่น คือเหล็กกล้า, เพชร และการรู้จักตนเอง 

การรู้จักตนเองผ่านการใช้เวลากับพระเจ้าทำให้เราไม่หวั่นไหวต่อคำวิจารณ์ที่ ไร้สาระ เชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราเป็นตัวของตัวเองอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างและปรารถนาให้เราเป็น แต่สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือบางครั้งเราพยายามเป็นในสิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้เราเป็น จนเราทิ้งความเป็นตัวของตัวเองไปจนหมดสิ้น อย่าลืมว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้คุณค้นพบน้ำพระทัยที่พระองค์ทรงมีต่อคุณ อย่างแท้จริง

  ประการที่สอง "จงฟังคำวิจารณ์ให้ดี"

เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนี่งว่าเราทุกคนต่างไม่สมบูรณ์ บางคนมีข้อเสียน้อย บางคนมีมาก แต่ข้อเสียที่น่ากลัวที่สุดก็คือข้อเสียที่เราไม่รู้ตัว คำวิจารณ์บางครั้งจึงกลายเป็นกระจกสะท้อนที่ดีให้กับชีวิตเราได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเลือกกระจกบานที่ดีสำหรับตัวเราเองด้วย และวิธีการที่จะทำให้เราสามารถเลือกกระจกได้ดีก็คือ ดูว่าใครคือคนที่วิจารณ์ เขาวิจารณ์อย่างไร และเพราะอะไรเขาจึงวิจารณ์ คำวิจารณ์ที่ชอบธรรมเมื่อคุณฟังอย่างตั้งใจ จะสามารถสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีของผู้พูดและเมื่อคุณนำคำวิจารณ์นั้นมา ปรับปรุงตัวเองคุณจะพบว่าคุณสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้อีกระดับเลยทีเดียว

  ประการที่สาม "สนใจโลกให้มากกว่าตัวเอง"

ความจริงประการสำคัญนั่นคือ เมื่อเราปรารถนาที่จะช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น เราจะเผลอมองข้ามความต้องการของตัวเราเอง และน่าแปลกที่สิ่งนั้นทำให้เราไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกับว่าเรากลายเป็นคนที่เข้มแข็งและมั่นคงมากยิ่งขึ้น ภาพของแม่ชีเทเรซ่าคงจะพอเป็นคำตอบให้กับทุกคนได้ ท่านเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ต้องอยู่ท่ามกลางคำวิจารณ์ว่า "โง่และไร้สาระ" เมื่อท่านพยายามจะช่วยคนใกล้ตายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พวกเขาได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรี สุดท้ายมือเล็ก ๆ ก็สามารถพลิกโลกได้ เมื่อเราพยายามช่วยเหลือผู้คนเราแทบจะไม่มีเวลาที่จะให้ความสนใจในเรื่องอื่น ๆ เลย รวมทั้งคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วย