ก้าวสำคัญสู่การเพิ่มหนี้สาธารณะ : พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ...
เป็นข่าวใหญ่ในช่วงนี้ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่คนทั่วไปเข้าใจยาก แต่มีเข้าใจชัดเจนคือ คนไทยยังคงแบกหนี้สาธารณะที่นักธุรกิจและนักกำกับระบบการเงินของเราทำไว้ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๓๗ - ๒๕๔๐ และเมื่อเศรษฐกิจไทยล่มในปี ๒๕๔๐ รัฐบาลไทยก็เข้าไปรับหนี้เอกชนเข้ามาเป็นหนี้สาธารณะจำนวนเงิน ๑.๔ ล้านล้านบาท หนี้เหล่านั้นยังใช้ไม่หมด ยังเหลืออยู่ตั้ง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท สะสมอยู่ที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)
คอลัมนิสต์นามอิทธิบาท แห่งคอลัมน์มองรอบทิศของเดลินิวส์ วันที่ 6 ม.ค. 55 บอกว่า นี่คือวิธีเสกตัวเลขหนี้สาธารณะ ให้ลดจาก 40% GDP ให้เหลือ 30% น่าสนใจมาก
เมื่อตัวเลขหนี้สาธารณะลดลง ก็สามารถสร้างหนี้เพิ่มได้ โดยไม่กระทบความน่าเชื่อถือในวงการระหว่างประเทศ
การเสกตัวเลขนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางการเงินที่ซับซ้อน ที่นำไปสู่การทำลายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ตั้งแต่วิกฤตสับไพรม์ของสหรัฐในปี 2008 มาจนถึงวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ สเปน อิตาลี และอียู ในปี 2010
มติชน วันที่ 6 ม.ค. 55 ลงความเห็นของจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผอ. สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่าเห็นด้วยกับ พรก. กู้เงินทั้ง 4 ฉบับ โดยระบุว่าข้อดีคือดีต่อประชาชนที่จะมีทางเลือกเพิ่มขึ้นที่จะสามารถกระจายเงินฝากไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ท่านบอกว่าเงินฝากในระบบสถาบันการเงินในปัจจุบันมี 7.6 ล้านล้านบาท การต้องส่งเป็นค่าคุ้มครอง 1% เป็นเงินปีละ 76,000 ล้านบาท ก็จะช่วยลดภาระหนี้ดังกล่าวได้
ผมอ่านแล้วก็บอกตัวเองว่า มองในมุมหนึ่ง นี่คือวิธีถอนขนห่าน โดยห่านไม่รู้ตัว พูดง่ายๆ ว่าเป็นวิธีเพิ่มภาษีโดยประชาชนไม่รู้สึก
นสพ. เดอะ เนชั่น วันที่ 6 ม.ค. 55 ลงบทบรรณาธิการชื่อ Debt Diversion Will Do More Harm Than Good บอกว่ารัฐบาลจะเพิ่มการเก็บค่าคุ้มครองเงินฝาก จากปัจจุบันเก็บร้อยละ 0.6 เป็นร้อยละ 1 นักการเงินออกมาแสดงความเป็นห่วงดังข่าวนี้ และการท้วงติงให้รอบคอบจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งหุ้นตก ราคาหุ้นของธนาคารก็ตก ดังข่าวหน้าหนึ่งในเดอะ เนชั่น วันที่ 6 ม.ค. Bank Stocks Plunge on FIFD Debt Transfer Plan
วิจารณ์ พานิช
๗ ม.ค. ๕๕