นกขมิ้นหลงคอน บุญช่วย มีจิต
เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนค่ำนี้จะนอนไหนเอย.....
เพลงกล่อมเด็กบทนี้บุญมีจำได้ดี เพราะว่าคุณยายเคยร้องกล่อมก่อนนอนทุกครั้ง และเขาได้สร้างกรรมสร้างเวรกับนกขมิ้นมาแล้ว ด้วยความซุกซนคึกคะนองของวัยเด็ก เพราะเคยแอบเอาพรุหรือลูกดอกไปคอยไล่ยินขณะที่มันบินมากินลูกโพสุกต้นใหญ่ข้างรั้ว แต่ไม่เคยยิงได้แม้สักครั้งเดียว เพราะเจ้านกขมิ้นมันหูตาไว
มีสัญชาตญาณในการระวังภัยที่ดีมาก เห็นอะไรแปลก ๆ ไม่ชอบมาพากล ก็จะบินหนีไปเสียก่อน มันจะบินมากินลูกโพสุกเป็นฝูง ๆ ทุกเช้า เย็น แต่ไม่ทราบว่ามันนอนที่ไหนเหมือนดังเพลงที่ร้องนั่นแหละ
บุญมีเป็นเด็กบ้านนอกกะโปโลคนหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนกับเด็กอีสานทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ ยากจน หิวโหย และต่อสู้กับชีวิตตามยถากรรม พอเรียนจบชั้นประถมปีที่สี่แล้ว ก็ออกมาหาปู หาปลา หากบ หาเขียด กินตามประสาบ้านนอก เขาเคยคิดใฝ่ฝันอยากเรียนให้สูง ๆ เหมือนกัน จะได้เป็นครู เป็นตำรวจ เหมือนครูก้าน และหมวดพันบ้าง แต่ก็ได้เพียงคิดเท่านั้น เพราะทุกหมู่บ้านในตำบลย่านนั้นไม่มีใครได้เรียนเลยสักคนเดียว ถ้าอยากเรียนก็ต้องไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระหรือบวชเท่านั้น
เช้าขึ้นมาถ้าไม่จูงควายตู้คู่ใจไปกินหญ้าที่ทุ่งนา ก็จะสะพายข้องถือมีดพร้าและพรุอาวุธคู่กาย ออกไปชายทุ่งหรือป่าละเมาะ เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่พอจะเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นจักจั่น แมงอี จุดจี่ ตั๊กแตน ตลอดจนกิ้งก่า จิ้งเหลน ไม่เว้นแม้กระทั่งนกคุ่ม งูสิง ฝีมือการยิงพรุหรือเป่าลูกดอกของเขาแม่นเหมือนจับวาง กิ้งก่าตัวเล็ก ๆ วิ่งขึ้นบนต้นไม้ ถึงเห็นแค่หัวเพียงนิดหน่อย เขาก็ยกพรุเล็งเป่าลูกดอกพรวดเดียว เจ้ากิ้งก่าชะตาขาดตัวนั้นก็ร่วงผล็อยลงมาพร้อมกับลูกดอกปักที่หัว ดังนั้น ตกเย็นเขาจึงมีบรรดาสรรพสัตว์และแมลงชนิดต่าง ๆ เต็มตะข้องและร้อยเป็นพวง เอามาให้ยายปรุงเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว
บุญมีเป็นหลานโทนคนเดียวของยาย เพราะแม่ของมันชิงลาโลกไปก่อนตอนคลอดน้องสาวของเขา แต่รกไปออก ส่วนพ่อนั้นก็หนีกระเซอะกระเซิงไปด้วยความเสียใจที่สูญเสียเมียที่รัก ไม่สนใจไยดีลูกน้อยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยายและตาเลี้ยงดูกันตามลำพัง ดังนั้น เขาจึงเป็นเสมือนดวงตา ดวงใจของยาย เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของยาย เขาก็รักยายมากและเรียกยายว่าแม่ทุกครั้งไป เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้าแม่ที่แท้จริงเลย อาศัยดูดกินน้ำนมของยายจึงได้ใหญ่โตขึ้นมา
บุญมีเป็นเด็กฉลาด ช่างพูด ช่างเจรจา จึงเป็นที่รักของเพื่อน ๆ และคนทั่วไป
“ โน่นแม่เจ้ามองดูอยู่บนโน้น ”
ยายชี้ให้เขาดูพระจันทร์เต็มดวงยามค่ำคืน
“ นั่นเสียงเรียกของแม่เจ้า ”
ยายพูดเมื่อได้ยินเสียงนกกาเหว่าร้องแว่ว ๆ มาจากแนวป่า พร้อมกับน้ำตาใส ๆ ไหลอาบแก้มของยาย ซึ่งเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมยายจึงพูดเช่นนั้นแล้วร้องไห้
“ บุญมีอยากบวชไหม ? ”
ยายดึงหลานเข้ามากอดจนแน่นแล้วพูดด้วยเสียงสั่น ๆ แบบฝืนใจในคืนวันหนึ่ง
- 2 -
“ บวชเพื่อจูงแม่ของเจ้าขึ้นสวรรค์ ” ยายพูดต่อ
“ หัวโหนก ๆ ทุย ๆ อย่างนี้ ใบหน้ากลมไข่ รูปใบโพธิ์อย่างนี้ คงสวยสง่าน่าดูถ้าได้สรวมชฎาเวลาแห่นาค ” ยายจินตนาการล่วงหน้าไปถึงพิธีบวชซึ่งนาคต้องสรวมชฎาสีแดงสดสวย เวลาแห่รอบพระอุโบสถ
ถึงแม้ว่าบุญมีจะมีอายุมากถึงสิบขวบแล้วก็จริง แต่เขาก็ไม่ประสีประสาอะไรมากนัก ยิ่งเรื่องพระสงฆ์องค์เจ้าเขายิ่งไม่รู้เรื่อง จึงตอบยายทั้ง ๆ ไม่แน่ใจว่า มันหมายความว่าอย่างไร
“ ครับ ”
เขาตอบสั้น ๆ คงเป็นเพราะประโยคที่ว่า “ จูงแม่ขึ้นสวรรค์ ” นั้นกระมัง
เมื่อวันขึ้นห้าค่ำเดือนสี่ปีชวดตอนบ่าย ๆ เสียงตะโกนเรียกชื่อบุญมีโหวกเหวกดังก้องไปทั่วป่าละเมาะ เพราะเขากำลังสนุกสนานอยู่กับการเล่นซ่อนแอบกับเพื่อน ๆ โดยหารู้ไม่ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะได้เล่นสนุกสนานอย่างนี้ เมื่อเขาโผล่หน้าออกมาเห็นตา ยายและญาติสี่ห้าคนยืนรออยู่แล้ว และรับเอาตัวเขาไปยังวัดอุปัชฌาย์ที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่ากิโล
ขณะที่ปลงผม โกนคิ้ว อยู่นั้น บุญมีนึกว่าทำเล่นอยู่เลย ยังพูดจาหัวเราะ ล้อเล่นกับญาติ ๆ อย่างไร้เดียงสา น้ำอบ น้ำหอม อันผสมด้วยอ้ม เนียม ขมิ้นและดอกไม้นานาชนิด ถูกราดรดลงตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะความที่เขาอยู่แต่กับขี้โคลนขี้เลน จึงต้องออกแรงขัดสีขี้ไคลกันนานหน่อย เมื่อเสร็จจากการอาบน้ำชำระร่างกายแล้วไม่นาน เขาก็กลายเป็น
“ สามเณรบุญมี ศรีสงวน ”
ห่มจีวรสีเหลืองอร่ามงามจับตาสมใจยายภายในชั่วพริบตา และเขาก็ถูกทิ้งให้อยู่ในวัด ภายใต้การปกครองของท่านอุปัชฌาย์แต่เพียงลำพัง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาออกจากอ้อมอกอันอบอุ่นของตา ยาย ต้องเผชิญกับโลกกว้างด้วยตัวเองแค่วัยเพียงสิบขวบ เหมือนดังนกน้อยที่สลัดขนหางบินออกจากรวงรังไปหากินตามแนวป่าแต่เดียวดาย
“ โย จกฺขุมา โมหปฺมาลา ปกฏฺโฐ.............”
ทุกเช้าเย็นสามเณรบุญมีเอาใส่ใจ ท่องบ่น สวดมนต์ สาธยายธรรมะ วิธีการท่องบทสวดมนต์ ก็คือในตอนเช้ามืดและย่ำค่ำหลังทำวัตรเช้า - เย็น ห่มจีวรเรียบร้อยแล้วเข้าไปกราบอาจารย์ผู้สอน และว่าตามทีละวรรค ทีละบทแล้วแต่ว่าใครจะจำได้มากน้อยเพียงใด จนจำได้แล้วลงไปท่องดัง ๆ ที่ลานวัด เมื่อจำได้แม่นแล้วก็ขึ้นมารับบทต่อไปจบบทหนึ่งก็ขึ้นบทใหม่ไปเรื่อย ๆ และต้องพยายามท่องสิ่งที่เรียนมาอย่าให้ลืม ถ้าผู้ไม่มีใจรัก ไม่เอาใจใส่หรือสมองไม่ดี ความจำไม่แม่นก็จะได้หน้าลืมหลัง เรียนวนไปวนมาอยู่ที่เดิม โดนดุโดนตวาดจากอาจารย์ผู้สอน หลายคนทนไม่ได้ต้องลาสิกขาออกไป
แต่ เพราะความขยันหมั่นเพียร และความเอาใจใส่ไม่ทอดธุระ เพียงเวลาไม่กี่เดือนสามเณรบุญมีก็สามารถท่องบทสวดมนต์ที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น สวดมนต์ สวดมาติกาบังสุกุล และบทสวดอื่น ๆ จนเป็นที่รักใคร่ของท่านอุปัชฌาย์ ได้รับตำแหน่งสามเณรอุปัฏฐากพระอุปัชฌาย์แทนรุ่นพี่
- 3 -
เณรบุญมีเป็นคนขยัน ขันแข็งเอาใจใส่ต่อหน้าที่ ตอนกลางวันหลังฉันเช้า ฉันเพลเสร็จ ก็ถือหนังสือผูกใบลาน ไปเรียนเทศน์อักษรธรรมกับอาจารย์ จนแตกฉานสามารถอ่านหนังสือผูก คัมภีร์ต่าง ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ได้เป็นตัวแทนออกไปเทศน์ในงานบุญประจำปีของวัดต่าง ๆ ที่จัดขึ้นตามประเพณี ถือเป็นหน้าที่อันสำคัญ เนื่องจากว่าแต่ละวัดจัดงานบุญแล้วแบ่งกัณฑ์เทศน์กัณฑ์ละสองสามใบไปนิมนต์บรรดาวัดต่าง ๆ ในบริเวณใกล้เคียงมากน้อยแล้วแต่ศรัทธาของแต่ละหมู่บ้าน ปลูกตูบ ตั้งผาม(ปะรำ)เรียงรายรอบวัด การเดินทางไปงานบุญบ้านไกลต้องเดินด้วยเท้า บุกป่า ฝ่าทุ่ง และเปลวแดดอันร้อนระอุ แต่บางครั้งก็มีทั้งฆราวาสญาติโยมประสกสีกาเดินไปด้วยเป็นขบวนใหญ่ มันเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่นที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว
“ บุญมี ”
พระอุปัชฌาย์เรียกเขาขณะเช็ดบาตรหลังฉันเช้าวันหนึ่ง
“ ครับผม ”
เณรบุญมีขานรับอย่างนอบน้อม
“ ฉันว่า เณรควรจะเรียนนักธรรมควบคู่กันไปด้วยนะ”
พระอุปัชฌาย์บอกด้วยความหวังดี
พอได้ยินคำว่า “ เรียน ” หัวใจของเณรบุญมีก็พองโตคับอก เพราะเป็นสิ่งที่เขาคิดฝันมาตั้งแต่จบชั้น ป.สี่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ความหมายว่า เรียนนักธรรมคืออะไร จากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีเวลาว่างเขาก็หนีบหนังสือนวโกวาทใส่จักแร้ ลงไปนั่งท่องอยู่ที่ศาลาการเปรียญไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์เหมือนคนอื่น ๆ และเพราะความมุมานะพยายาม เขาท่องจบเล่มตั้งแต่วินัยบัญญัติอนุศาสตร์แปดอย่างไปจนถึงธรรมวิภาคคิหิปฏิบัติในเวลาเพียงเดือนเดียว และท่องบ่นทบทวนกันลืมทุกวัน จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ภายในปีนั้นนั่นเอง
“ กระผมใคร่ขอลาไปเรียนต่อในเมือง ”
สามเณรบุญมีก้มกราบพระอุปัชฌาย์ เพื่อบอกความในใจให้ทราบในเช้าวันหนึ่ง
“ เออ ไปดีเถิดนะ ฉันไม่ห้ามดอก เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อเกียรติภูมิของวงศาคณาญาติ จงไปเถอะ อย่าลืมนะว่า เราเป็นลูกกรำพร้าไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ทำอะไรให้ตั้งอกตั้งใจ ดังพุทธภาษิตที่ว่า วิริเยน ทุกขมจฺเจติ บุคคลจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร ”
พระอุปัชฌาย์สอนเณรบุญมีพร้อมกับยื่นซองสีขาวให้หนึ่งซองบอกว่า
“ นี่เป็นค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงฉันจะรักเธอ เสียดายเธอ ฉันก็จะไม่ห้าม แต่ถ้ามีเวลาว่างก็กลับมาเยี่ยมบ้างนะ ”
- 4 -
บุญมีรับมาด้วยมืออันสั่นเทาน้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง ถึงเขาจะรัก จะอาลัยท่านอุปัชฌาย์มากเพียงใดก็ตาม แต่เมื่อคิดถึงอนาคต คิดถึงการเรียน จำต้องตัดใจ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทราบว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ขอให้ได้ไปแสวงหาสำนักเรียนดี ๆ มีครูสอนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ปล่อยให้ท่องเอง อ่านเองแล้วไปสอบอย่างทุกวันนี้
การเดินทางไปยังตัวเมืองนั้น ต้องรอนแรมขึ้นเขา เข้าป่าดิบ เป็นวัน ๆ จึงพ้นแนวเขา ต้องเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ในแนวป่า มองไปข้างหน้ามีแต่เขากับเขา ป่ากับป่า ยังดีที่ยังมีเสียงจักจั่น เรไร เสียงนกไพรร้องประสานเป็นเพลงป่าอันน่ารื่นรมย์ ทำให้เขานึกถึงเรื่องเวสสันดรกัณฑ์มหาพนที่เคยขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ด้วยพรรณนาโวหารบรรยายถึงราวป่าเขาวงกตคีรีอันแสนเพราะพริ้ง ซึ่งเมื่อก่อนเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีชื่อนก ชื่อไม้แปลก ๆ พอมาประสบด้วยตนเองเขาก็เลยเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า เขาวงกตนั้นมีจริง ถึงไม่มี ณ แห่งใดในโลกก็ตาม
ก็นี่แหละคือเขาวงกตที่บรรดานักประพันธ์ท่านกล่าวถึงละ
สองสามปีที่เขาเข้าไปเรียนในสำนักเรียนเล็ก ๆ แห่งนั้น จากเณรบ้านนอก เขากลายเป็นคนในเมืองแล้วโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากเวลากลับไปเยี่ยมบ้าน พระอุปัชฌาย์มักทักว่า เขาเปลี่ยนแปลงไปมาก ใช่ เขาเปลี่ยนไปเพราะการศึกษา เขาเปลี่ยนแปลงเพราะสังคมเมือง เขามองเห็นแสงสว่างร่ำไรว่า ถ้าจะให้ได้รับประโยชน์จริง ๆ ต้องไปเรียนยังสำนักเรียนใหญ่ ๆ ในเมืองหลวง จะได้เลือกเรียนได้ตามใจ แต่.....จะไปอย่างไร ไม่รู้จักใครเลย ไม่รู้แม้กระทั่งจะไปโดยวิธีไหน ที่สำคัญใครล่ะจะส่งเสียค่าใช้จ่าย ถึงแม้บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ
แต่ก็คงมีค่าใช้จ่ายบ้างหละ
“ เราบากหน้าไปหาที่เรียนที่กรุงเทพ ฯ กันไหม ? ”
เขาปรึกษากับเพื่อนคู่หูในวันหนึ่ง หลังจากสอบนักธรรมเอกได้แล้วและเริ่มหัดท่องบาลี สิ โย อัง โย
“ เอ้า ไปไหนไปกัน ” เพื่อนใจถึงคนนั้นตอบตกลง
“ เราอยู่ที่นี่ก็ได้แค่นี้แหละ ธรรมบทก็ไม่มีสอน ยิ่งวิชาทางโลกไม่ต้องพูดถึง ”
รถบัสสีส้มสวยหรู ดูใหญ่โตสง่างามมากกว่ารถสองแถวแบบคอกหมูที่เคยนั่งเข้าเมือง มีเบาะอ่อนนุ่ม
บีบแตรดังเหมือนเสียงช้างร้อง เขามองอย่างอิจฉา คนอย่างเขาจะมีบุญวาสนาได้นั่งรถสวย ๆ อย่างนี้หรือไม่หนอ แต่บัดนี้เขาและเพื่อนนั่งชูคออยู่บนเบาะและจะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร อา มันช่างตื่นเต้นเสียนี่กระไร เรากำลังมุ่งหน้าไปเมืองหลวง เมืองที่เคยได้ยินแต่ชื่อ เมืองที่เคยได้รู้แต่ในเพลง เมืองที่เคยเห็นแต่ในภาพตามหนังสือ โอ กรุงเทพฯ เมืองในฝัน อีกไม่นานข้าฯ ก็จะได้ไปเหยียบแล้ว ถึงแม้การเดินทางอันยาวไกลจะทำให้เหนื่อยล้า แต่ด้วยความตื่นเต้น ดีใจ ทำให้บุญมีและเพื่อนหลับไม่ลงตลอดคืน
พากันซุบซิบคุยเบา ๆ คิดฝันถึงอนาคตตลอดทั้งคืน คิดถึงเมืองสวรรค์ คิดถึงแดนศิวิไลซ์ คิดถึงการเรียนคิดถึง............ฯลฯ กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ฟ้าสางทางทิศตะวันออกมองเห็นอะไรราง ๆ ถึงฟ้าไม่สางก็
- 5 -
มองเห็นได้รอบข้าง เพราะแสงสีนีออนเต็มถนนหนทางไปหมด เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจฟังไม่ได้ศัพท์ ภาษาพูดเปลี่ยนเป็นภาษาไทยกลาง ถึงแล้วที่หมาย
กรุงเทพมหานคร
ความฝันต้องพังทลายเมื่อพากันตระเวนหาวัดอยู่เท่าไร ๆ ก็ไม่มีใครรับสักที เพราะไม่มีคนฝาก เช้าขึ้นมาพากันเดินบ้าง นั่งรถเมล์บ้าง เห็นยอดโบสถ์ยอดปรางค์ที่ไหนเข้าไปหา คำตอบที่ได้เหมือนกันหมด
“ วัดนี้ไม่รับคนอีสาน ”
“ คณะนี้รับแต่คนสุพรรณ ”
“ วัดนี้เจ้าอาวาสเป็นคนใต้ ท่านไม่รับคนภาคอื่น ”
“ เต็มแล้วเณรเอ๊ย อยากช่วยอยู่หรอกแต่ไม่มีที่ให้อยู่ ”
“ เณรไปหาทั้งปีก็ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีคนฝาก ”
ล้วนเป็นคำตอบที่บุญมีไม่เข้าใจ ทำไมวัดที่คนสุพรรณเป็นใหญ่จึงรับแต่คนสุพรรณ ทำไมวัดที่คนใต้ดูแลจึงรับแต่คนใต้ ทำไมวัดมีเป็นร้อย ๆ จึงไม่มีวัดใดว่างเลย แต่ถ้ามีคุณหญิงคุณนายฝากถึงไม่ว่างก็อัดเข้าอยู่ได้ ที่น่าเศร้าใจบางวัดถึงกับเซ้งห้อง เซ้งกุฏิกันก็ยังมี
ทั้งสองเณรพากันตระเวนหาวัดอยู่เกือบสามเดือน จวนจะเข้าพรรษาแล้วยังไม่ได้ จึงต้องยอมแพ้พากันออกไปตั้งหลักที่ต่างจังหวัดเสียก่อน ไปจนสุดรางรถไฟ ออกพรรษาลาพระเจ้าค่อยกลับมาใหม่
“ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ”
บุญมีท่องคาถานี้ไว้เสมอเวลาพบอุปสรรค และก็แก้ได้ทุกครั้งไป
เมื่อออกพรรษา หญ้าแห้งบุญมีและเพื่อนไม่ลดละความพยายาม พากันเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ อีกครั้งหนึ่ง ด้วยตั้งใจว่า ถ้าไม่ได้วัดอยู่จะไม่กลับมาอีก
“ ผมไม่อยากฝาก ทำไม่ดีมาผมก็เสียคน ”
ท่านพระครูบุญธรรมเจ้าคณะ 14 แห่งอารามหลวงมีชื่อแห่งหนึ่ง พูดกับสามเณรทั้งสองที่เข้าไปขอความช่วยเหลือในเช้าวันหนึ่ง เนื่องจากท่านพระครูเป็นคนพื้นเพเดียวกัน หลวงพ่อที่บ้านนอกพึ่งฝากฝังมาเมื่อตอนกลับไปเยี่ยมบ้านแล้งที่แล้วนี่เอง ท่านรับปากแล้วก็เลยขัดไม่ได้
“ ผมฝากใครแล้ว มันเฮี้ยว ”
ท่านพระครูพูดอีกซึ่งบุญมีไม่เข้าใจคำว่า “ เฮี้ยว ” หมายถึงอะไร ครั้นจะไปค้นดูจากพจนานุกรมฉบับใหม่ที่เก็บคำภาษาสะแลงไว้ด้วยก็ยังไม่มี เอาเถอะถึงจะเข้าใจไม่เข้าใจไม่สำคัญ ขอให้ได้วัดอยู่เป็นใช้ได้ จึงก้มกราบพร้อมกับรับปากว่า
“ กระผมรับรองว่าจะไม่ให้เดือดร้อนถึงท่านพระครู ”
สามเณรบุญมีรับเศษกระดาษเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งมาจากท่านพระครูบุญธรรม แล้วก็ไปยังวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ในซอยลึก ไปพบท่านพระครูเจ้าอาวาสพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ท่าน เจ้าอาวาสรับมาอ่าน
- 6 -
แบบไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่นัก แล้วก็สั่งพระครูสมุห์ให้จัดห้องให้อยู่ที่ใต้ถุนกุฏิข้างบันได หน้าห้องน้ำนั่นเอง
“ นี่หรือที่เขาเรียกว่าสังคมอุปถัมภ์ ”
เณรบุญมีรำพึงรำพันหลังจากขนสมบัติซึ่งไม่มีอะไรมากนักนอกจากหนังสือ 1 กล่องกระดาษ บาตร 1 ใบ และของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อยเท่านั้น
“ เที่ยวเดินหาวัดมาเกือบสี่เดือน บทจะได้แค่ตัวหนังสือเพียงบรรทัดเดียว จะไม่ให้เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ได้อย่างไร ”
ความจริงเขาฝันว่าจะได้อยู่วัดใหญ่ อารามหลวงที่มีชื่อเสียง ที่อยู่สะอาดสะอ้านกว้างขวางใหญ่โตน่าภาคภูมิใจ อยู่ใกล้ท่านเจ้าคุณสมเด็จ แต่ได้มาอยู่วัดเล็ก ๆ ในซอยลึก ๆ ห้องอับ ๆ คับแคบ เหม็นสาบห้องน้ำ อากาศหายใจแทบไม่มี ยุงก็ชุมแสนชุม เขาจะทนได้หรือ อยากจะลาออกไปในวันนั้นเลยทีเดียว แต่คำพูดว่า
“ ผมฝากใครแล้วมันเฮี้ยว ” ยังฝังใจอยู่ อย่างไรเขาต้องทนและสู้ต่อไป ต่อมาเขาจึงได้ประจักษ์ว่า
อยู่วัดเล็ก ๆ ดีกว่า ด้วยว่าสัปปายะอาหารบิณฑบาตไม่ขาดแคลน ไม่เหมือนวัดใหญ่ ๆ มีพระเณรเป็นร้อย ๆต้องแย่งกันบิณฑบาต บางครั้งถึงกับทะเลาะวิวาทกันก็มี เพราะการออกบิณฑบาตก็ต่างคนต่างไป ได้มาเท่าไรก็ต่างคนต่างฉัน ไม่มีเดินเป็นแถวเรียงหนึ่งได้อะไรมา ก็เอื้อเฟื้ออาทรแบ่งปันกันเหมือนบ้านนอกที่เขาเคยอยู่มาอย่างจำเจ
นี่หรือสังคมเมืองกรุงต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน เป็นสังคมที่เห็นแก่ตัวสิ้นดี
เมื่อมีที่อยู่เป็นที่แน่นอนแล้ว บุญมีก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียน ๆ ๆ อาจจะเป็นเพราะบุญเก่าหรือเพราะความเพียรพยายามของเขา หรือ ทั้งสองอย่างประกอบกัน บุญมีสอบได้ทุกปีไม่มีตก จนสอบได้ถึงเปรียญเอก จากสามเณรบุญมีก็กลายเป็น
“ ท่านมหาบุญมี สีลเตโช ”
คนเราเมื่อยามบุญพาวาสนาส่งอะไร ๆ ก็ดีไปหมด แต่ถ้าบุญหดวาสนาหายสิ่งร้าย ๆ ก็ตามมา
เวลาผ่านไปห้าหกปี มหาบุญมีได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์อันเป็นสุดยอดปรารถนาของเขา และที่นี่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของบุญมี เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง นิยายแห่งชีวิตเริ่มขึ้นที่ตรงนี้
อาคารทรงไทยใหญ่โตคล้ายโบสถ์หลังนั้นเต็มไปด้วยตู้พระไตรปิฎกและตู้หนังสือนานาชนิด ข้างทางเข้าด้านขวามือเป็นโต๊ะทำงานเจ้าหน้าที่ มีตู้เล็ก ๆ สำหรับใส่บัตรค้นหาหนังสือ ชื่อผู้แต่งเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบตามหลักการจัดหมวดหมู่หนังสือแบบสากล มันคือหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนั้น
มหาบุญมีฝังตัวอยู่ในห้องสมุดเป็นวัน ๆ เข้าไปอ่านทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เขาอ่านอย่างหิวกระหายเหมือนดั่งคนเดินทางไกลผ่านที่ทุรกันดารไปพบน้ำบ่อแก้ว แล้วดื่มกินอย่างตะกละตะกราม เขาอ่านมันทุกประเภท ทุกนักเขียนทั้งปรัชญา ศาสนา ประวัติศาสตร์ สารคดี ชีวประวัติ การเมือง นวนิยาย ไม่ว่าจะเป็นของ
- 7 -
ยาขอบ พนมเทียน ศรีบูรพา นายผี ทีปวร ศ.ศิวลักษณ์ มรว.คึกฤทธิ์ หรือแม้แต่นักเขียนปัจจุบันทั้งวิลาส มณีวัตร อิศรา อมันตกุล กามนิตวาสิฏฐี ลีลาวดี ธรรมโฆษ
นอกจากอ่านในห้องสมุดแล้วเขายังใช้สิทธิ์ในการยืมออกนอกห้องสมุดอย่างเต็มที่ครั้งละห้าเล่ม นำไปอ่านในห้องเรียนเวลาผู้บรรยายไม่มาและอ่านทุกหน ทุกแห่งที่มีโอกาส เขาไม่สนใจว่าผลการเรียนจะเป็นอย่างไร เพียงประครองตัวไม่ให้สอบตกเท่านั้นก็เป็นพอ ขอให้ได้อ่าน อ่าน อ่าน หนังสือที่อยากอ่าน
อ่านมากก็มีความรู้มาก รู้มากความคิดเห็นวิสัยทัศน์และอุดมการณ์ก็มีมากตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
“ สังคมเรานี่หาความเป็นธรรมได้ยากจริง ๆ ”
เขาเงยหน้าจากหนังสือพิมพ์พูดกับเพื่อน ๆ ในบ่ายวันหนึ่ง
“ มันไม่เป็นธรรมอย่างไร ” ท่านมหาสุธรรมเอ่ยถาม
“ ก็ไม่เห็นหรือหลวงพ่อใหญ่ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ”
“ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็เป็นเผด็จการ ”
“ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ท่านเรียนอยู่นี่ก็เป็นมหาวิทยาลัยเถื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับ ”
เขาระบายความอัดอั้นตันใจให้เพื่อน ๆ ฟังยังกับภูเขาไฟระเบิด
“ เออจริง ”
ท่านมหาคำมูลสนับสนุน
“ พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว ”
มหาบุญมีพูดพร้อมกับชักชวนเพื่อน ๆ ให้เห็นความเลื่อมล้ำในสังคมสงฆ์ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้มีการเปลี่ยนแปลง จนมีผู้เห็นด้วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งเมื่อผ่านยุคท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ไม่รู้ว่าใครเป็นใหญ่ที่แท้จริง นักศึกษาประชาชนโค่นล้มทรราชลงไปแล้วก็มีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เห็นได้จากการเรียกร้อง ประท้วง ชุมนุมของกลุ่มพลังต่าง ๆ ใครไม่พอใจอะไร ก็ก่อม็อบตั้งกลุ่มเรียกร้องเอา และมักจะสำเร็จทุกราย จึงกลายเป็นการเอาอย่างไปโดยไม่รู้สึกตัว
เรือหางยาวสองตอนวิ่งตะบึงจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าไปในคลองอันคดเคี้ยวเต็มฝีจักร น้ำแตกกระจายเป็นฟองขาว เสียงดังสนั่นแสบแก้วหูจนคุยกันไม่ได้ศัพท์ แต่เป็นธรรมดาเสียแล้วสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองแห่งนั้น เรือไปจอดเทียบท่าที่บันไดวัดแห่งหนึ่งในสวนลึก มหาบุญมีก้าวลงจากเรือตรงไปยังกุฏิเจ้าอาวาสพร้อมกับเพื่อนสี่ห้ารูป
ที่ห้องโถงมีพระหนุ่ม ๆ นั่งอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง
“ นิมนต์ครับท่านมหาทั้งหลาย ”
ท่านเจ้าอาวาสที่ยังหนุ่มแน่นเพราะพึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะได้ไม่นานมานี่เอง กล่าวต้อนรับ หลังจากแนะนำซึ่งกันและกันแล้วการประชุมลับกลางสวนลึกก็ดำเนินไปอย่างดุเดือด มีการอภิปรายถึงผลกระทบทั้งด้านบวก ด้านลบ อย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ด้วยว่าเป็นการประชุมที่มีตัวแทนพระ
- 8 -
หนุ่มเณรน้อยสายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายบริหาร สายนักธรรมบาลี สายบาลีสามัญ การศึกษาผู้ใหญ่ โดยมีสายมหาวิทยาลัยสงฆ์ผู้ประสานงานหลักและเป็นฝ่ายมันสมองวางแผน พระมหาบุญมี สีลเตโช ได้รับเลือกให้เป็นโฆษกของกลุ่มเนื่องจากเป็นผู้มีวาทศิลป์คารมคมคาย เป็นนักพูด นักอภิปราย นักเผยแพร่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายทางสื่อมวลชน
“ ยุวสงฆ์ ”
เป็นชื่อองค์กรจัดตั้งที่จะใช้เคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรม
“ พวกเราจะชูประเด็นขอความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อใหญ่ก่อน ”
ที่ประชุมสรุปเพราะเด่นชัดกว่าประเด็นอื่น ๆ และได้แต่งตั้งแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบเป็นฝ่าย ๆ ให้นำไปปฏิบัติ
ที่สนามหญ้าลานกว้างหน้ามหาวิทยาลัยสงฆ์ มีต้นประดู่ปลูกเต็มไปหมด บรรยากาศจึงดูร่มรื่นเย็นฉ่ำด้วยร่มเงา เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของเหล่าบรรดานิสิต นักศึกษา และประชาชนมาอาศัยหลบลมร้อน ที่มุมสนามด้านหนึ่งมีเวทีเล็ก ๆ ยกพื้นขึ้นมาเสมออก
“ เพื่อนสหธรรมิกผู้ร่วมอุดมการณ์ที่รักทั้งหลาย .......”
เสียงทุ้ม ๆ เนิบ ๆ แต่ทรงพลังของท่านมหาบุญมีดังก้องกังวานขึ้น ทำให้นกพิราบฝูงใหญ่ตกใจให้แตกฮือบินขึ้นไปสู่ยอดไม้
“ วันนี้ขอให้พวกเราหล่อหลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมแก่หลวงพ่อใหญ่อันเป็นที่รักที่เคารพของพวกเรา พวกเราจะรวมกันอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้รับชัยชนะ ”
เสียงนุ่ม ๆ แต่ปลุกเร้าอารมณ์ สะกดคนฟังตรึงให้อยู่กับที่ ดังขึ้นท่ามกลางสีเหลืองอร่ามของจีวรพระนับพันรูป ตัดกับสีแดงแสดของดอกประดู่ดูงดงามยิ่งนัก เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการสงฆ์ ที่มีพระมารวมกันประท้วงเรียกร้องขอความเป็นธรรมจำนวนมากเช่นนี้
รุ่งขึ้นสื่อมวลชนทุกแขนงต่างเสนอข่าวกันอย่างครึกโครม พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสีย
บ้างก็กล่าวหาว่าเป็นพวกทำลายศาสนา ตัวแสบ หัวเอียงซ้าย และเป็นคอมมิวนิสต์ รับเงินมาจากเคจีบี ซีไอเอและจีนแดงอะไรไปโน่นทั้ง ๆ ที่ค่าโอเลี้ยงเวลาประชุม พวกเราก็ควักออกมาจากย่ามจ่ายกันเอง คอลัมน์นิสต์บางคนถึงกับยุยงให้ชาวพุทธเงยหน้าขึ้นถามพระก่อนจะใส่บาตรว่า ไปร่วมชุมนุมที่ลานประดู่หรือไม่ ถ้าไปไม่ต้องใส่บาตรเพราะไม่ใช่พระ
“ ขอพวกเราอย่าหวั่นไหวไปกับเสียงครหาที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่มีใครรู้เรื่องภายในดีไปกว่าพวกเราหรอก ”
ท่านบุญมีกระแทกเสียงลงไปในไมค์โครโฟน พร้อมกับมีเสียงขานรับต่อกันเป็นทอด ๆ ว่า
สาธุ สาธุ สาธุ
แถลงการณ์ฉบับแล้วฉบับเล่า ก็ทยอยออกมาจากห้องศูนย์อำนวยการ ข้อมูล ข่าวสารก็ถูกส่งไปยังสื่อต่าง ๆ และถ่ายทอดออกไปสู่ประชาชนอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่คัดค้านกลับมาเห็นใจ ผู้ที่วิพากย์ วิจารณ์กลับมา
- 9 -
สนับสนุน ฆราวาสญาติโยมต่างเข้าใจ แรงสนับสนุนด้านปัจจัยสี่ก็เข้ามาไม่ขาดสาย ผู้มีศรัทธามาตั้งโรงทานทำอาหารเลี้ยงอย่างไม่อั้น รถบัสจากต่างจังหวัดคันแล้วคันเล่า วิ่งเข้ามาส่งพระเณรยังลานประดู่แห่งนั้น ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมจากจำนวนพันเพิ่มเป็นจำนวนหมื่น หลายหมื่นในเวลาอันรวดเร็ว และสุดท้ายรัฐบาลที่ประกาศว่าทำได้ทุกอย่าง ก็ยอมถวายคืนสมณศักดิ์และตำแหน่งแก่หลวงพ่อใหญ่ ตามคำเรียกร้องและเสนอร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสงฆ์ พ.ศ.........ก็เข้าสู่สภาพิจารณารับหลักการสามวาระ
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ
จากการชุมนุมเรียกร้องในครั้งนั้น ทำให้ชื่อเสียงของท่านมหาบุญมีขจรขจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เนื่องจากลีลาการพูดหว่านล้อม เชิญชวน หรือ การปลุกระดมของท่านเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังยิ่งนัก และยังมีนักพูด นักปลุกระดม นักกิจกรรม เกิดมาจากเวทีแห่งนี้ หลายคนได้ดิบได้ดี มีตำแหน่ง แห่งที่อยู่ในปัจจุบัน
การเมืองของไทยก็เหมือนอารมณ์ของผู้หญิง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็วจนตามแทบไม่ทัน
เดี๋ยวเป็นประชาธิปไตย ไม่พอใจก็เอาปืนจี้ออกไปเป็นเผด็จการ ล้มแล้วก็ร่าง ร่างแล้วก็ล้ม กันอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ในการประชุมสภาอันทรงเกียรติว่าด้วยการออกกฎหมายสำคัญของประเทศ มีการเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ เพื่อให้เขียนหรือบรรจุสิ่งที่ตนเองเรียกร้องลงไปในสาระสำคัญของกฎหมายอย่างเข้มข้น ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งกลุ่มของมหาบุญมี ที่รวบรวมเอาองค์กรชาวพุทธมาเรียกร้องให้เขียนคำว่า
“ พุทธศาสนา ” ลงไปในกฎหมายด้วย แต่การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนครั้งโน้น เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ข้อเรียกร้องจึงได้รับการตอบสนองอย่างเย็นชา และถูกโต้กลับอย่างรุนแรง
ลมมรสุมตะวันตกพัดเอาเมฆฝนเทลงมาเหมือนฟ้ารั่ว กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของเมืองหลวง ลมพัดแรงจนกิ่งไม้หักกระจุยกระจาย เต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้ ล้มระเนร