Key to success คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย Storytelling techniques และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน CoPs

วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕

วันนี้ดิฉันชวนสมาชิกเครือข่ายเบาหวาน-ความดันโลหิตสูงจาก รพ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช รพ.วังวิเศษ จ.ตรัง และ รพ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวม ๑๓ คน ไปเรียนรู้เรื่องการใช้ GotoKnow.org และ ClassStart.org จากอาจารย์ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ ที่ Usable Lab คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่

เรานัดกันให้ไปถึงที่หมายก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. ดิฉันออกเดินทางจากบ้านพักในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เวลา ๐๖.๓๐ น. แวะรับ ภญ.นุชนาฏ ตัสโต ที่หน้า รพ.ท่าศาลา และรับคุณแหม่ม รัตนากร บุญกลาง ที่หน้าปากซอยตาปูซี ในเมือง ระหว่างเดินทางท้องฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นแสงแดด มีเมฆเทาๆ บางแห่ง พวกเราคุยกันว่าวันนี้อาจจะมีฝนตก

การเดินทางไปหาดใหญ่ไม่มีปัญหา ไม่มีน้ำท่วมระหว่างทาง ประมาณ ๐๙.๓๐ น. คุณแหม่มโทรศัพท์ถามคุณปราณี จุลกศิลป์ รู้ว่าทีมจากสุไหงโก-ลกไปถึงคณะวิทยาการจัดการแล้ว จึงให้เบอร์โทรหาอาจารย์จัน เพื่อให้ทีมงานของอาจารย์จันลงมารับไปที่ห้องประชุม เราไปถึงอันดับสอง ตามด้วยทีม รพ.วังวิเศษ ปรากฏว่าน้องเจ้าหน้าที่ที่มารับพวกเรา เคยทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และรู้จักคุณแหม่ม (ที่ต้องมีทีมงานมารับเพราะทางไปห้อง Usable Lab ต้องเดินซับซ้อนเล็กน้อย)

ห้อง Usable Lab กว้างขวางกำลังสบาย แม้จะอยู่ในอาคารเก่าแต่ในห้องและบริเวณรอบๆ รวมถึงห้องน้ำก็สะอาด ไม่มีคนพลุกพล่าน ภายนอกอาคารมีต้นไม้ร่มรื่น อาจารย์จันเตรียมนักศึกษาปี ๔ เอาไว้ช่วยพวกเรา ๓ คน เตรียมอาหารว่างและอาหารกลางวัน (กินแล้วทุกคนบอกว่าอร่อย) เอาไว้ให้

เมื่อพวกเราพร้อม อาจารย์จันก็แนะนำให้รู้จัก GotoKnow.org เล่าที่มาที่ไปว่าเมื่อเริ่มต้นได้รับการสนับสนุนจาก ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช และ สคส. ต่อมาได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ณ วันนี้ GotoKnow ก็มีอายุย่างเข้าปีที่ ๗ แล้ว

 

คุณปราณี จุลกศิลป์ (นั่ง) อาจารย์ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ (ยืน)

 

วัตถุประสงค์ของ GotoKnow เพื่อ
o เป็นพื้นที่เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างให้ “คนไทยมีสุขภาวะที่ยั่งยืน”
o เชื่อมโยงและสนับสนุนการสร้างชุมชนแนวปฏิบัติและเครือข่ายสังคม
o ส่งเสริมการเข้าถึงความรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ (เข้าถึงง่ายด้วย search engine ต่างๆ การเข้าถึงได้ง่ายช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ได้มาก)
o สร้างคลังความรู้เชิงประสบการณ์ (ของประเทศไทย... ส่วนใหญ่เกิดจากการเขียนโดยคนทำงานโดยตรง ไม่ใช่การ copy & paste)
o ส่งเสริมการจัดการความรู้ทางออนไลน์อย่างยั่งยืน

ผู้ใช้ (Target users) ปีแรกๆ อาจไม่ชัด แต่พอรู้เรื่อง Outcome mapping จึงชัดเจนขึ้น พบว่าผู้ใช้มีทั้งคนทำงานในหน่วยงานภาครัฐ (อาจเรียกว่าเป็นเครื่องมือของหน่วยงานภาครัฐก็ได้) คนทำงานด้านวิชาการและสุขภาพ คนทำงานขับเคลื่อนสังคม ประชาชนทั่วไป ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกนับแสน (อ่านรายละเอียดที่นี่) นับว่าเป็น Non-profit website ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

Feature มีอะไรบ้าง บางระบบ เช่น ระบบถามตอบ กำลังพัฒนาให้เหมือน Google guru ระบบอนุทินก็คล้ายกับ twitter … สามารถนำไปติดตั้งใน website ต่างๆ ได้อัตโนมัติ (ใช้ RSS feed) มีการพัฒนาระบบตามความต้องการของ users มีคนดูแลระบบ ๒๔ ชม. Users มีพื้นฐานของ KM

เสน่ห์ของ GotoKnow… เป็นที่ที่คนสนใจเรื่องเดียวกันมารวมกลุ่มกัน (มีใจอยากเขียน มีคนอ่านแล้วชื่นชม ไม่วิจารณ์ ไม่วิเคราะห์ ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี คล้ายสุนทรียสนทนาออนไลน์) เป็นที่ที่คนพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์ แบ่งปัน และรับฟังซึ่งกันและกัน เป็นที่ที่คนเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

อาจารย์จันบอกให้รู้ว่า GotoKnow เป็นเครื่องมือ KM ได้อย่างไรในมุมของ SECI Model และโมเดลปลาทู (ของไทย) การใช้ GotoKnow ช่วยให้เข้าใจเรื่องการจัดการความรู้ เพราะคนที่ใช้อยู่แล้วส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ด้าน Human KM…๓๐ คนแรกที่เป็น users อาจารย์วิจารณ์คัดสรรมา เติบโตมากับ KM... จัดการความรู้เชิงประสบการณ์ นำไปใช้ได้ทันที เกิดการเรียนลัด ถ้าไม่มี ICT ช่วย ความรู้ก็จะอยู่แต่ในองค์กร วงจร SECI เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาใน GotoKnow ในมุมของโมเดลปลาทู ปลาจะสะบัดหางได้แรง ต้องใช้ ICT

อาจารย์จันพูดถึง facebook เล็กน้อยว่ามีผลกระทบต่อทุก website และให้ข้อคิดว่า facebook ไม่ใช่ของประเทศไทย เขาจะปรับเปลี่ยนนโยบายเมื่อไหร่ก็ได้ คลังความรู้จะอยู่ได้อย่างไร หากเกิดปัญหาความไม่ปรองดองจะทำอย่างไร...แต่การใช้ GotoKnow คลังความรู้เป็นของคนไทยตลอดไป

การมี website ไม่ใช่บอกการทำ KM ขององค์กร ยังต้องมีการเข้าหาคนแบบ F2F ต้องสมดุลกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำคัญที่สุด ถ้าไม่มีไม่เกิดวงจร SECI อาจารย์จันแนะนำ How to start KM ว่าให้เริ่มจากโมเดลปลาทู ความรู้เพื่อทำวิสัยทัศน์ให้สำเร็จ หาจากคนหน้างานที่มีใจ (ที่จะเขียน ไม่จำเป็นต้องเขียนยาว) หาเวทีให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (F2F, B2B) เล่าเป็นเรื่องเล่าเร้าพลังและสรุปออกมาเป็นเทคนิคในคลังความรู้ (เล่าเรื่องที่มีความสุข ใน GotoKnow หาบันทึกที่ negative ไม่ค่อยเจอ เพราะคนเขียนมีพื้นฐานของ Human KM… เปลี่ยนคนได้) คุณเอื้อเก่ง ทำ KM เป็นวัฒนธรรม (ต้องเก่ง ต้องดัน)

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ Knowledge sharing จะเกิดขึ้นได้ต้องมีแรงจูงใจ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีกลุ่มคนคอเดียวกัน และมีผู้นำที่เป็นแบบอย่าง

GotoKnow ในฐานะเครื่องมือ KM ทำหน้าที่อย่างไรบ้าง...การเขียนบันทึก การให้ comment และการ vote เป็นการเชื่อมโยงคน มีคนหลายคนที่เติบโตจาก GotoKnow... การเขียนต้องมีเป้าหมาย อย่าสะเปะสปะ เขียนเป็นประจำ แล้วจะมีผู้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ เกิด CoPs, Social network, Planet

GotoKnow ไม่มีทางล่ม ไม่ล่ม ไม่หาย อะไรเป็น passion…อยากบันทึกตำนานชีวิตให้ลูกให้หลาน อยากรวมพลคนคอเดียวกัน อยากแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำงาน จิตอาสา อยากพัฒนา อยากพัฒนาทักษะ อยากสื่อสารแจ้งข่าวกับประชาชน อุปสรรคของ KM online ที่พบจากงานวิจัยคือ ไม่มีเวลา ภาระงานเยอะ

Key to success คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย Storytelling techniques และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน CoPs

เรื่องเล่า (Storytelling) เป็นการ ลปรร. ที่ง่ายที่สุดและดีที่สุด มีองค์ประกอบบริบทร่วมในเรื่องเล่า เร้าพลังความสุข มีความภูมิใจ เห็นความสำเร็จ ช่วยสร้างกลุ่มได้

การเล่าเรื่อง – How to - คนเข้าร่วมต้องเป็นเจ้าของเรื่อง เป็นคุณกิจ เล่าจากใจ เล่าแล้วเห็นภาพเห็นองค์ประกอบ การฟัง ต้องฟังอย่างอยากรู้ ไม่ใช่ฟังเพื่อตัดสินถูกผิด ไม่ใช่ฟังอย่างเลื่อนลอย ไม่ใช่ฟังอย่างอคติ ฟังแล้วได้นำไปประยุกต์ใช้ จึงเกิดเป็นความรู้เชิงประสบการณ์ “ฟังให้ลึกสุดใจ พูดด้วยความจริงใจ แม้จะแตกต่างกันไป แต่ใจเราเคารพกันเสมอ” (ธวัช หมัดเต๊ะ)

CoPs ชุมชนแนวปฏิบัติ เกิดได้เพราะมีเรื่องที่สนใจร่วมกัน มีเรื่องเล่าที่แบ่งปันกันได้ มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตอนนี้ใน GotoKnow มี CoPs อะไรบ้างแล้ว

การเข้าใช้ GotoKnow ต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่การสมัครเป็นสมาชิก การสร้างบล็อก การเขียนบันทึก การ Upload ไฟล์ ถ้าหาอะไรไม่เจอให้ไปที่แผงจัดการ

 

ผู้เรียน

 

การบรรยายของอาจารย์จัน กระตุ้นความสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้มาเรียนรู้อย่างมาก จนไม่อยากจะหยุดกินอาหารกลางวันกันเลย แต่ก็ต้องให้อาจารย์จันได้หยุดพักเสียงบ้าง เรากินอาหารกลางวันเป็นข้าว ปลากะพงผัดเครื่องแกงและไข่เจียวที่หน้าตาดูธรรมดา แต่รสชาติอร่อยมาก

วัลลา ตันตโยทัย