ขุดจุดจี่ บุญช่วย มีจิต
ความสุขของผู้สูงวัย หรือ คนแก่นั้น อยู่ที่การ ( ได้ ) ฟื้นเรื่องเก่า เล่าความหลัง บางครั้งเล่าวกไป วนมา ไม่รู้จักจบ จนกลายเป็นคนแก่ขี้บ่นไปฉิบ ทำความรำคาญให้คน ( ทน ) ฟังอยู่ไม่น้อย เมื่อเขาไม่ ( ตั้งใจ ) ฟัง ก็น้อยอก น้อยใจ ดังคำที่เขาว่ากันนั่นแหละว่า
คนแก่ขี้ใจน้อย?
ความจริงคนแก่อยากจะเล่าให้ผู้ที่เกิดทีหลังได้รู้ เพราะเรื่องที่ผ่านไปในอดีตบางเรื่อง ไม่มีทางหวนกลับคืนมาได้อีก กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว จึงมีค่า มีความหมายสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องราวในอดีต ซึ่งบางคนก็บอกว่า เป็นเรื่องไม่น่านำมาเปิดเผย
แต่สำหรับผม ทุกเรื่อง ทุกอย่างที่ได้ซึมซับเอาไว้ เห็นว่าควรจะให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ไว้บ้าง ไม่เคยคิดว่า เป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ แต่อย่างใด เพราะถือว่า
สาระย่อมเกิดแก่ผู้ที่ต้องการสาระ
ดังนั้น จึงเต็มใจเล่า ( เขียน ) ให้ฟังทุกเรื่อง เท่าที่จะลำดับเรื่องราวได้
ชีวิตเด็ก ๆ ตามบ้านนอกนั้น วัน ๆ ก็วนเวียนอยู่กับการออกไปเสาะแสวงหา พืช สัตว์ และแมลง ( ที่กินได้) เพื่อนำมาปรุงเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว ครอบครัวไหนลูกหลานขยัน ก็มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ครอบครัวไหนไม่มีลูกหลาน หรือ มีแต่ขี้เกียจก็อด ๆ อยาก ๆ
หนึ่งในอาหารอันโอชะของพวกเราชาวอีสาน ขณะที่คนบางคนขยะแขยงพอได้ฟังแล้วก็พาลจะขย่อนของเก่าออกมาให้ได้ คือ
แมงจุดจี่ หรือ แมงกุดจี่ !!
หรือภาคกลางเรียกแมงขี้ควาย หนอน หรือ ตัวด้วง อะไรพวกนี้แหละ
คนอีสานเรียกจุดจี่
แมลงชนิดนี้ มันจะอาศัยอยู่ในกองขี้ควายใหม่ ๆ แต่ต้องค้างคืนหนึ่งคืนก่อน แน่นอนมันอาศัยกินกากขี้ควายเป็นอาหาร ดังนั้น ในตัว ( ท้อง ) ของมัน จึงเต็มไปด้วยขี้ควายดำปี๋ ส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง นำมาคั่วพรมน้ำเกลือนิดหน่อยพอเค็ม ๆ กินกับพริกตำแจ่ว ถึงจะไม่อร่อยเหมือนอาหารตามเหลา ตามภัตตาคาร แต่มันก็เป็นอาหารจานหลักของคนอีสาน ทุกคนย่อมเคยลิ้มรสมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นจะน่าขยะแขยงตรงไหนเลย
กรรมวิธีในการไปหาเจ้าจุดจี่ที่ว่านี้ ก็ไม่ได้หากันได้ง่าย ๆ นัก ตอนเย็น ๆ ขณะไปต้อนควายกลับบ้านนั้น ถ้าเจอกองขี้ควายละก้อ รีบทำเครื่องหมายให้คนรู้ว่า มีคนจองกองขี้ควายกองนี้แล้วนะ ยิ่งถ้าเป็นกองขี้ควายใกล้แนวป่าละเมาะยิ่งดีใหญ่ เพราะจะได้เจ้าแมงขี้ควายเยอะ ๆ
การแสดงความเป็นเจ้าของ หรือ การจองก็คือ ทำเครื่องหมายบนดินใกล้ ๆ หรือ หากิ่งไม้ มาปักไว้ หักกิ่งไม้เป็นเครื่องหมายก็ได้
พอตื่นนอนตอนเช้ามืด ประมาณตีสี่ตีห้า ( สมัยนั้นไม่เคยรู้จักนาฬิกา มีแต่กะเวลาเอาเองทั้งนั้น ) ก็สะพายข้อง แบกเสียม ( พลั่วขุด ) เล็ก ๆ ตรงไปยังกองขี้ควายที่ทำเครื่องหมายไว้ทันที จัดการเอาเสียมเขี่ยขี้ควายออก ก็จะพบดิน ( ร่วน ) เป็นรูพรุนไปหมด นั่นแหละจัดการเอาเสียมขุดลงไป ก็จะพบพวกเขาฝังตัวอยู่ในดิน เก็บใส่ข้องได้พอประมาณแล้วก็กลับบ้าน
ไม่ใช่ว่ากองขี้ควายทุกกองจะมีตัวจุดจี่หมดนะ บางกองก็มีเพียงไม่กี่ตัว ถ้ากองไหนมีรอยพรุนไปหมด แสดงว่ามีตัวจุดจี่เยอะ ลูกอีสานขนานแท้เขาจะรู้ทันที
อาจจะมีผู้ขี้สงสัยบางคนถามว่า ถ้าไม่จอง หรือ ทำเครื่องหมายไว้ จะเป็นอย่างไร ?
เอ้า ! ก็คนไหนที่ไปพบก่อนก็ขุด ( ขวย ) เอาไปกินก่อนนะซี
และถ้าจองแล้ว คนที่ไปพบก่อนจะไม่แอบขโมยหรือ ?
บ๊ะ ! ช่างสงสัยเสียจัง
คนอีสานเขามีวัฒนธรรม หรือ มีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ ความซื่อสัตย์
ถ้ารู้ว่ามีคนอื่นทำเครื่องหมายไว้แล้ว จะไม่ยุ่งเกี่ยว เขาก็จะไปเสาะแสวงหากองอื่น ๆ ที่ไม่มีใครพบเห็น ซึ่งมีมากมายเต็มทุ่งนาไปหมด แต่มันก็ต้องมีศิลป์ในการหาด้วย ต้องรู้จักสังเกตว่า ควายจะถ่ายอึไว้บริเวณใด ส่วนใหญ่ ควายมักจะขี้ใกล้ ๆ ราวป่า หรือ ใกล้หนองน้ำ ใกล้ ๆ ลำห้วย เพราะมันจะเล็มหญ้าบริเวณนั้นนานหน่อย
บางวันเดินหาหลายกิโลก็ยังหากองขี้ควายไม่พบ หรือ พบแต่ไม่มีตัวจุดจี่ ได้เพียงไม่กี่ตัวนอนอยู่ก้นข้อง ถ้ามีน้อยก็ต้องนำมาทำปุ่น ( แจ่วจุดจี่ ) เติมน้ำลงไปแล้วมีแต่ขี้ควายดำไปหมด ข้าวเหนียวคุ้ย (พุ้ย )เข้าปาก
( อย่าเพิ่งอ๊วก)
การหาจุดจี่นี้ จะมีเฉพาะหน้าแล้ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน - พฤษภาคมเท่านั้น ถ้าฝนตกขี้ควายก็จะไม่เป็นกอง น้ำชะไปหมดนะซี ถึงมีก็หายากคนส่วนใหญ่จึงไม่นิยมหากัน
แต่ถ้าเมื่อใด มีนายฮ้อยควาย [1] ไล่ต้อนควายผ่านมาและก็ กองขี้ควายจะเต็มทุ่งไปหมด จะมีคนไปแย่งกันขุดเป็นที่สนุกสนาน
ปัจจุบันนี้ ประเพณีกิน(แมง)ขี้ควาย ( จุดจี่ ) จะมีอยู่หรือไม่ก็ไม่ทราบ ถึงมีก็คงจะน้อย
ด้วยเหตุที่ควายไม่ค่อยมีแล้ว ( ขายเข้าโรงเชือดหมด ) ใช้รถไถแทนควายกันทั้งหมู่บ้าน
หรือ ถึงมีกองขี้ควาย มันก็ขี้บนถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต เพราะคนเลี้ยงจะไล่ไปตามถนน จุดจี่ที่ไหนจะสามารถไชลงไปทำรูอยู่ได้ ทำให้การหาขุดจุดจี่ลำบาก และอีกอย่างทุกวันนี้แหล่งอาหารของคนบ้านนอกก็ไม่ได้มาจากท้องไร่ ท้องนาแล้ว ส่วนใหญ่ก็ซื้อจากตลาดทั้งสิ้น
เหมือนคนในเมืองยังไงยังงั้น
ถึงมีจุดจี่ผมกลับไปบ้านก็ไม่ค่อยกล้ากินเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะลืมตัวหรอก
แต่เพราะไม่เคยกินมานานนับสิบปี
มันกระอักกระอ่วนใจยังไงพิกล !!