อึ่งร้อง บุญช่วย มีจิต
คนแก่ คำนี้บางคนก็รับไม่ได้ ต้องเลี่ยงไปใช้คำว่า
ผู้สูงอายุบ้าง
ผู้สูงวัยบ้าง
คนชราบ้าง
แต่ผมไม่ชอบ ผมชอบคำว่า “ คนแก่” มากกว่า เพราะฟังแล้วได้ความหมายดี และถึงแม้จะใช้คำพูดอย่างไร ความหมายก็คือ คนแก่ นั่นเอง
คนเราปฏิเสธกฎธรรมชาติไปไม่ได้หรอก ชาติ ชรา มรณะ เป็นวัฏฏะจักรของชีวิตทั้งมวล
เราเริ่มแก่มาตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดแล้ว
คนแก่จะมีลักษณะดังนี้ ( ไม่รู้ใครพูดไว้ )
ชอบของขม ชมคนสวย
ผมเริ่มจะชอบของขม ๆ เช่น สะเดา ยอดหวายอ่อน สมอ ( ส้มมอ ) และขี้เพลี้ยอ่อน ๆ เป็นต้น แต่ถ้าขมมาก ๆ ขมตั้งแต่ปลายลิ้นไปจนถึงไขสันหลัง อย่างเช่น บอระเพ็ด และมะแว้ง ( มะแข้งขม ) ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้น พอจะเรียกได้ว่า เป็นคนแก่ได้แล้ว
เรื่องชมคนสวยนั้น เป็นธรรมดา อย่าว่าแต่แก่ ๆ เลย แม้แต่หนุ่ม ๆ ก็เถอะ ใครบ้างไม่ชอบคนสวย โดยเฉพาะสาว ๆ ด้วยแล้ว เห็นมองตามหลังจนคอเคล็ดไปหลายราย ข้อนี้ผมก็ไม่ปฏิเสธอีกเช่นกัน
ลักษณะสำคัญของคนแก่อีกอย่าง ก็คือ
การเล่าความหลัง
บางครั้งก็กลายเป็นคนขี้บ่นไป
คนแก่มักจะมองย้อนอดีตถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา แล้วแต่ว่าใครจะสามารถจดจำและถ่ายทอดออกมาสู่ผู้ฟังได้มากน้อยเพียงใด
ชีวิตของคนเรานั้น ต่างก็โชกโชนมาด้วยกันทั้งนั้น บางคนก็ละอายที่จะนำมาเปิดเผยให้คนอื่นทราบ แม้แต่จะเล่าให้ลูกเมียฟัง ก็ยังไม่กล้า สำหรับผมพร้อมเสมอที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตให้ฟัง
แต่ลูกเมียผมไม่มีใครสนใจฟังเลย เพราะเขาละอายแทนก็ไม่รู้ จึงต้องเล่าผ่านตัวอักษรให้ท่านได้อ่านแทนอยู่นี่ไง
ตอนเป็นเด็ก ก็คงจะไม่เด็กเท่าไร พอจำความได้แล้ว ผมจัดอยู่ในประเภทเด็กซุกซนเอาการ เรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้
ก็เกิดจากการซุกซนของผมแทบทั้งสิ้น
ในฤดูฝนแรก หรือ ฝนใหม่นั้น ก่อนฝนจะตก จะมีอากาศแปรปรวน มีลมพัดแรง
บางครั้งก็เป็นพายุลมร้อน ( ลมแดง) พัดเอาหลังคาบ้านเรือนชาวบ้านพังไปมากมายก็มี
ในบ้านนอกจึงกลัวกันมาก พอมีลมกระโชกมา ฟ้าฝนตั้งเค้าทะมึน ผู้ใหญ่ก็จะต้อนพวกเรา ให้เข้าไปนอน ( คลุมโปง ) อยู่แต่ในบ้าน
แต่พวกเราเด็ก ๆ ไม่ค่อยชอบนัก ชอบที่จะออกมาเล่นน้ำฝนกลางแจ้ง และถ้ามีลูกเห็บลูกโต ๆ ตกมาด้วยละก็ ไล่เก็บกันสนุก สนาน จนหนาวคางสั่นกระทบกันเลยทีเดียว
เย็นวันนั้น ก็เป็นวันฝนตกใหม่ มีฟ้าคะนอง ลมพัดกระโชกแรง ผมถูกต้อนให้เข้าอยู่ในบ้าน เมื่อฟ้าเปิด ฝนหายแล้ว ปศุสัตว์ทั้งหลาย ทั้ง วัว ควาย หมู หมา เป็ด ไก่ ก็ออกมาหากินอย่างครึกครื้น
ครึกครื้นเหมือนสำนวนไทยที่ว่า
คึกยังกะควายได้ฝนใหม่
สัตว์ทั้งหลายต่างก็ร่าเริง เพราะอากาศเย็นสบาย พากันออกมาหากินเต็มไปหมด
มีเสียงดังอ๊อด ๆ ดังมาจากด้านล่าง
ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นตามประสาเด็ก ก็โผล่ออกมาจากข้างในบ้าน มองไปตามเสียง
อึ่งร้อง!!
เสียงตะโกนมาจากอีกบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กัน
ได้ยินคำว่า อึ่ง ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะ และเป็นสัตว์ ( ครึ่งบกครึ่งน้ำ ) ที่น่ารักสำหรับเด็ก ก็หูผึ่งทันที
ผมก็โผล่ออกไปดูที่นอกชาน ไม่เห็นมีอะไร แต่กลายเป็นเสียงหมูเอาปากขุดคุ้ยรากไม้เสียดังอ๊อด ๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย
บ้านเรือนตามชนบท จะปลูกยกใต้ถุนสูง 2 - 4 เมตร ตามวัฒนธรรมการปลูกที่อยู่อาศัย
และมีชาน ( ส่วนที่ไม่มีหลังคาปกคลุม ) ต่อจากเกย ตรงปลายชาน จะเป็นที่ตั้งโอ่งน้ำกิน น้ำใช้ และจะมีราวไม้ไผ่สำหรับตากผ้า ( สมัยลวดยังไม่เกิด ) และวางไว้เฉย ๆ ไม่ ( มี ) ตีตะปูหรือมัดให้แน่นหนา คงจะคิดว่า คงไม่มีใคร ( พิเรน ) ไปจับ ไปโยกเล่นเป็นแน่ ( เป็นความประมาทและสะเพร่าของผู้ใหญ่ !! )
ตามราวไม้ไผ่ที่ว่านี้ มีหยดน้ำฝนติดอยู่ด้านล่างของราว เป็นหยด ๆ ใส ๆ
ได้การผมคิด พลางเอาลิ้นไปเลียกินหยดน้ำฝนทีละหยด ๆ
แต่เนื่องจากมันอยู่สูงกว่าศีรษะผมเล็กน้อย จึงต้องเขย่งเท้า และเอื้อมมือขึ้นไปจับ ( ราว)
เท่านั้นแหละครับ ราวไม้ไผ่ก็หลุด
ผมก็ลอยละลิ่วลงไปในแนวไหนก็ไม่ทราบได้
ทราบแต่ว่า ตรงนั้นเป็นที่วางรางน้ำสำหรับให้หมู เป็ด ไก่ กินน้ำ ทำด้วยไม้ไผ่ และมีต้นเสาเล็ก ๆ ซึ่งทำจากกิ่งไผ่ ตอกกันเขยื้อนสี่เสา คางผมก็ตกไปกระทบเอาเสากิ่งไผ่เล็ก ๆ นั้น ซึ่งมีข้อแข็งมาก
ผลก็คือ คางทะลุ เลือดกลบปาก ถ้าเป็นทุกวันนี้ คงจะเย็บหลายเข็ม
กลายเป็นแผลเป็นยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นตราบาปมาจนทุกวันนี้
เวลาไปเกณฑ์ทหารเขาก็บรรยายรูปพรรณสัณฐานลงใน สด. 11 ว่า
นายบุญช่วย มีจิต รูปร่าง สันทัด ผิวเนื้อดำแดง ตำหนิ มีแผลเป็นใต้คาง !!
แผลเป็นแผลนี้ได้มาจาก
เสียงอึ่งร้องแท้ ๆ เชียว !!