ในวัยเด็กนั้น ไม่มีอะไรจะสนุกเกินชีวิตในโรงเรียน ไม่ว่าเด็กสมัยนั้น สมัยนี้ หรือ สมัยไหนก็ตาม

เก็บหญ้าม้า            บุญช่วย มีจิต

 

      ในวัยเด็กนั้น  ไม่มีอะไรจะสนุกเกินชีวิตในโรงเรียน  ไม่ว่าเด็กสมัยนั้น สมัยนี้ หรือ สมัยไหนก็ตาม  เพราะว่าที่โรงเรียน  นอกจากจะได้รับความรู้แล้ว  ยังได้มีโอกาสพบเพื่อนฝูง พูดคุย  เล่นตี่จับ โยนเม็ดมะขาม และเล่น(ซน)อะไรต่อมิอะไร  อีกสาระพัด อย่างสนุกสนานอีกด้วย

                ถึงแม้โรงเรียนวัดที่เรียนอยู่นั้น  จะมีครูเพียงสองคน  สอนคนละสองชั้น  แบ่งกั้นห้องเพียงแค่ใช้กระดานดำกั้นกลาง  บางวันถ้าเป็นหน้าฝน  ครูใหญ่ ( ยงยุทธ ) ต้องเดินทางผ่าน ห้วย ( พะยัง )  ห้วยส้มป่อย  น้ำหลากเต็มทุ่งนากว่าจะว่าย ลุยมาถึงโรงเรียนได้ก็เกือบเพล  แต่พวกเราก็ไม่มีใครหนีกลับบ้าน ( ไม่รู้จะไปที่ไหน ) รอจนเลยเที่ยงนั่นแหละ  เมื่อ ( ไม่ ) เห็นว่า    ครูไม่มาจริง ๆ จึงพากันกลับ

                การเรียนจึงเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น

                อนึ่ง  พวกเรากลัวครูกันมาก  สั่งอย่างไรได้อย่างนั้น  กลัวยิ่งกว่าพ่อแม่เสียอีก  พ่อแม่บอกสอนไม่เคยฟัง

( เหมือนทุกวันนี้แหละ ) ถ้าครูสั่งละก้อ   ยังฟังไม่จบด้วยซ้ำไปก็รีบวิ่งแล้ว  ต้องกลับมาถามใหม่ว่าให้ไปทำอะไร

                นอกจากกลัวแล้วยังอายอีกด้วย   ถ้าครูไป ( เยี่ยม ) บ้าน   ครูขึ้นทางทิศตะวันออก  ก็กระโดดลงบ้านทางทิศตะวันตก   บางทีกำลังปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้   ครูมาที่บ้านไม่กล้าลง   ต้องนั่ง ( หลบ )  รออยู่บนต้นไม้นั่นแหละ บางครั้งเกือบเย็นครูจึงกลับ   เนื่องจากบ้านผมเป็นบ้านผู้ใหญ่บ้าน  ครูจึงแวะมาบ่อย  ๆ

                ถึงหน้าแล้งน้ำไม่ท่วม  ก็ใช่ว่าจะได้เรียนเต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าใดนัก    ด้วยว่ามีเหตุต้องหยุดเรียนอยู่บ่อย ๆ   เดี๋ยวก็มีคนมาเยี่ยมโรงเรียน   เดี๋ยวก็ครูไปประชุม  ก็เหมือนทุกวันนี้แหละ  เดี๋ยวครูไปอบรมสัมมนา   เดี๋ยวมีคนมาประเมินมาตรฐาน ( ยังกับว่าโรงเรียนหามาตรฐานไม่ได้อย่างนั้นแหละ )

                การเดินทางสมัยกึ่งพุทธกาลนั้น   ถ้าไม่เดินเท้า   ก็นั่งเกวียน  หรือ นั่งเสลี่ยงหาม ( ระดับนายอำเภอ   เจ้าเมือง หรือ พระสงฆ์ระดับเจ้าคณะ เจ้าคุณ )  แต่วิธีที่รวดเร็วและคล่องตัวที่สุดก็คือ

                ขี่ม้า !!

                ดังนั้น  ก่อนจะมีญาพ่อศึกษา ( และคณะ )  ออกมาเยี่ยมโรงเรียน  จะมีใบบอกล่วงหน้ามาว่า  จะมาวันไหน  จะได้เตรียมข้าวปลา อาหารไว้ต้อนรับ  ( จะมีเหล้ายา ปลาปิ้งหรือเลี้ยงดูปูเสื่อด้วยหรือเปล่าก็ไม่ได้สังเกต  เพราะถูกไล่ให้หนีไปห่าง ๆ  เรื่องของผู้ใหญ่  เด็ก ๆ อย่ามายุ่ง ) จึงเป็นเรื่องราววุ่นวายใหญ่โตไม่ใช่เล่น เพราะมีการเตรียมอาหารพื้นบ้านอย่างดีไว้ต้อนรับเช่น  ต้องหาปลาตัวเขื่อง ๆ มาขังไว้  หรือหาไก่บ้านรุ่นกระทง  หรือถ้าหาอาหารป่าประเภทกระต่าย  เก้ง  กวาง  พังพอน อีเห็น แม้กระทั่งงูสิง(งูเห่าตาลาน) น้องวัว(รก) มาไว้บริการได้ก็จะเป็นที่ถูกใจผู้มาตรวจยิ่งนัก

                พวกเราเหล่านักเรียนชาย หญิง ก็จะถูกครูขอร้อง ( แกมบังคับ )  ให้ออกไปหาหญ้าปล้อง หญ้าแพด (ไม่ใช่หญ้าแพรก )  ขึ้นตามริมห้วย  ซึ่งม้าชอบมาก  เพราะยอดอ่อน ต้นอวบ  หอบมาคนละกำมือสองกำมือก็ได้กองพะเนินเทินทึกแล้ว

                พอคณะท่านศึกษา ( บางครั้งอาจจะแค่หัวหน้า หรือ ประธานกลุ่มเท่านั้น )  มาถึง   ก็จะผูกม้าไว้ที่โคลนต้นมะม่วง  พวกเราก็นำหญ้าไปเลี้ยง  โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่อง  จนกว่าคณะจะกลับ อย่างน้อยก็ครึ่งวัน ค่อนวัน  พวกเราก็ไม่มีใครบ่น ( รวมทั้งผู้ปกครองด้วย )   มีแต่ชอบใจที่ได้มีโอกาส

          หยุดเรียนฟรี ๆ หนึ่งวัน