ลืมตาดูโลก บุญช่วย มีจิต
ได้ตั้งใจไว้นานแล้วว่า
จะรวบรวมชีวประวัติของตัวเองขึ้นไว้ดูเล่น
และได้ทำมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2508 สมัยนั้นยังอยู่ที่สกลนคร
แต่การเขียนครั้งนั้นยังไม่สมบูรณ์
สำหรับครั้งนี้จะพยายามทำอย่างดีที่สุด[1]
สมัยยังเด็ก ๆ จำความไม่ได้ ก็สุดวิสัยที่จะหาข้อมูลมาเขียนได้ นอกจากถามจากญาติพี่น้อง ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้อย่างแจ่มแจ้ง เช่น วัน เดือน ปี เกิด ไม่สามารถจะรู้ได้แน่นอนเลย แม้แต่โยมพ่อ ก็บอกไม่ได้ บอกแต่เพียงว่า
ไม่ขึ้นก็แรม 7 ค่ำ เดือน 11 วันเสาร์ ไม่ปีระกา ก็ปีจอ
แค่นี้เอง เดือนก็จำไม่ได้ บอกเพียงว่า ตอนปลายสงคราม ญี่ปุ่นเข้ามาบ้าน[2] เป็นเดือน 9 ได้พาโยมแม่หลบออกไปหลบซ่อนที่ทุ่งนา หลังเพื่อนบ้านทั้งหมด เพราะครั้งแรกคิดว่าจะไม่ไป เพราะโยมแม่ท้องแก่เต็มทีแล้ว แต่เมื่อข่าวญี่ปุ่นมาแน่ ๆ ก็ต้องออกไป
ต่อมาไม่นานประมาณเดือน 11 – 12 โยมพ่อออกไปทอดแหที่ทุ่งนา ตอนบ่ายประมาณสามโมง มีคนออกไปตามบอกว่า โยมแม่คลอดลูกแล้ว
การแจ้งเกิดก็วานให้ลุงสาง ( สามีของป้าสีวัย พี่สาวคนโตของพ่อ ลูกคนแรกชื่อสาง ) ไปแจ้งแทน แต่ลุงสางมาบอกว่า ไม่มีใบอะไรให้เลย แจ้งเกิดแล้วก็แล้วกันไป
เพราะหลังสงคราม กันดารมาก โดยเฉพาะที่บ้านนอกอันห่างไกล ไปไหนก็มีเพียงเกวียน ม้า หรือ เดินเท้า เท่านั้น
วัน เดือน ปี เกิด ที่ปรากฏในที่นี้
ถือเอาตามทะเบียนโรงเรียนชั้นประถม ซึ่งไม่ถูกต้องอีกนะแหละ เพราะการแจ้งเข้าเรียน ใครแจ้งอย่างไรก็ได้ ไม่มีการหาหลักฐานมายืนยันอะไรยุ่งยากเหมือนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม โยมพ่อเล่าให้ฟังว่า
“ เกิดวันเสาร์ ไม่ขึ้น 8 ค่ำ ก็ 7 ค่ำ เดือน ถ้าไม่เดือน 11 ก็เดือน 12
ปีคงเป็นปีระกา เพราะปีสงครามสงบตรงกับ พ.ศ. 2488 ปีระกา เกิดกลางวันตอนบ่าย ” [3]
โยมพ่อ เป็นลูกคนที่สอง จากเจ็ดคน ของนายพิมพ์ มีจิต กับนางตุ๋ย [4]
ตอนเป็นเด็กโยมพ่อเกเรมาก เคยหนีโรงเรียนกับเพื่อนสองสามคน[5] จะข้ามเขาภูพานไปบ่อสะแทน
( อยู่ฝั่งลาว ) แต่ไปถึงแค่เพียงไร่กลางหุบเขา ( ภูพาน) ได้เพียงสองคืนเท่านั้นก็กลับมา และออกโรงเรียนเพียงแค่ ป.3 !!!
แต่ท่านเป็นคนสมองดี ความจำเก่ง มีมานะอดทน
ตอนเป็นหนุ่ม เป็นคนเจ้าสำราญ นักเลงเหล้า นักเลงการพนันที่หาตัวจับได้ยาก เป็นคนใจถึง มีเพื่อนฝูงมาก และเป็นพ่อค้าประจำหมู่บ้านที่มีฐานะพอสมควร (แทงโบกทีละร้อยในขณะที่คนอื่นเขาแทงกันทีละสตางค์ สองสตางค์) มีม้าเทศขี่คนแรกคนเดียวในหมู่บ้าน เพราะเหตุนี้ท่านจึงไม่ยอมแต่งงานง่าย ๆ เหมือนคนอื่น ใช้ชีวิตหนุ่มให้คุ้มค่าและเปลืองมาก ทั้ง ๆ ที่มีพร้อมทุกอย่างและผู้หญิงก็มาติดพันมาก ท่านใช้ชีวิตในวัยหนุ่มตระเวนไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ มีมิตรสหายทุกชนชั้นและทุกจังหวัดแถบอีสานเหนือ
ท่านบวชเรียนเพียงสามเดือน พอได้ชื่อว่า ฑิต เท่านั้น
ตอนบวชได้แสวงหาเครื่องรางของขลัง เวทย์มนต์ ไสยศาสตร์ และเสาะหาเรื่อยมา สักเสือเผ่นที่สีข้างทั้งสอง และสักลายยันต์เต็มตัว ไม่ต้องพูดถึงขาทั้งสองข้างที่ สักลายมอม เหมือนหนุ่ม ๆ สมัยนั้น นอกจากนั้นท่านยังแสวงหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงดัง ๆ ได้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์สอนแห่งถ้ำภูค้อ [6]
ท่านเล่าว่าได้ผจญภัยด้วยการเดินทางคนเดียวในเวลากลางคืน ผ่านป่าดงดิบ สัตว์ร้าย จากภูค้อมาบ้าน
(บ้านนากระเดา ต.นาคู อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ) พบกับเสือ งู และอื่น ๆ อีกมาก แต่ด้วยอำนาจบารมีของอาจารย์สอน ท่านจึงแคล้วคลาดมาได้
ท่านเล่าถึงอาจารย์สอนไว้ว่า เป็นผู้รู้ใจคน [7] พอโยมพ่อไปถึง ท่านจะทักถึงความคิด หรือ ความกังวลใจ ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โยมพ่อประสบมาได้อย่างแม่นยำเหมือนตาเห็น โยมพ่อจึงเลื่อมใสท่านมาก
ส่วนโยมแม่นั้น ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก ท่านเล่าเพียงว่า เป็นคนสูง ขาว สาวสวย ประจำหมู่บ้าน กิริยา วาจา เรียบร้อย ซื่อสัตย์ และรักสามีมาก [8] ชื่อคำกอง ชมภูเลิศ [9] เป็นบุตรของนายสอน นางเกียน ( เกวียน) ได้แต่งงานกับโยมพ่อเมื่ออายุแรกรุ่น 16 – 17 ปี ทั้ง ๆ ที่โยมพ่ออายุมากเกือบสามสิบแล้ว ซึ่งถือว่าแก่มากในสมัยนั้น ที่ได้แต่งก็เพราะความเจ้าชู้ของโยมพ่อ จีบผู้หญิงพร้อมกันทีละหลาย ๆ คน โยมแม่เป็นเด็กที่สุดและสวยที่สุดในหมู่บ้าน มีหนุ่ม ๆ มารุมจีบมาก สุดท้ายด้วยบุพเพสันนิวาสจึงได้แต่งกับโยมพ่อ ด้วยค่าสินสอดเพียงแปดบาท
แถมมีผู้เขียนอยู่ในท้องสามเดือนอีกด้วย !!!
โยมแม่เป็นคนอย่างไร เราไม่มีโอกาสเห็นหน้า เพราะพอเกิดมาได้สองปี แม่ก็คลอดลูกผู้หญิงอีกคน แต่
บุญท่านน้อย รกไม่ออกเลยเสียชีวิต เราก็กลายเป็นคนกำพร้าแม่ และอาภัพผู้หญิงมาตั้งแต่บัดนั้น
โยมพ่อรักโยมแม่มาก พอโยมแม่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ โยมพ่อเสียใจมาก มากจนกลายเป็นบ้า[10] และหันหน้าเข้าหายาเสพติด คือ กัญชา เราก็เลยได้ฉายาอีกฉายาว่า
ลูกผีบ้า และมีเลือดบ้ามาจนทุกวันนี้ !!
และชีวิตเด็กน้อยลูกผีบ้า กำพร้าแม่มาแต่เล็ก ๆ ก็เริ่มตรงนี้ ( อย่าพึ่งขัดคอซิครับว่า จะเล่าประวัติพ่อ แม่ หรือ ประวัติตัวเอง ใจเย็น ๆ ซิครับ ที่พูดถึงพ่อ แม่ มาเสียยืดยาว ก็เพื่อให้ท่านได้รู้ที่ไปที่มาเสียก่อน ทำนองโครงกระดูกในตู้อะไรประมาณนั้นแหละ)
ต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องราวของผู้เขียนล้วน ๆ เชิญติดตามกันได้แล้ว ( ครับ )
[1] เริ่มเขียนครั้งแรก 18 มกราคม 2513 ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรอยู่วัดสุคันธาราม และเขียนต่อมาเรื่อย ๆ ตามโอกาสอันเหมาะสม ได้ปรับปรุงสำนวนและข้อความบางตอนให้เหมาะสม แต่ยังคงเนื้อหาเดิมไว้ทั้งหมด
[2] ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเข้ามาค้นหาสนามบินลับที่เสรีไทยสร้างไว้หลายแห่ง รวมทั้งที่นาคูด้วย : ผู้เขียน
[3] ตรวจดูตามปฏิทิน 100 ปี ของคล้อย ทรงบัณฑิต วัน เดือน ปีที่ใกล้เคียงคือ วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2488 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา
[4] นายพิมพ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่อาศัยความดี มีความเป็นผู้นำ ชาวบ้านเคารพนับถือ นางตุ๋ย เป็นคนเมืองภูแล่นช้าง เป็นสาวงามเชื้อเจ้าเมืองภู
[5] เท่าที่จำได้มี ลุงไอ่ ตาเต็ม จานทรัพย์
[6] ภูค้ออยู่ในเทือกเขาภูพานในแถบลุ่มน้ำกะซะ อาจารย์สอนเป็นพระนักปฏิบัติที่มีชื่อเสียงมาก จำพรรษาที่ภูค้อจนมรณภาพ
[7] บรรลุเจโตปริยญาณ :ผู้เขียน
[8] พ่อเล่าว่า เวลาพ่อไปไหนมา ดึกดื่นเพียงใด ก็ต้องมีสำรับกับข้าวรอที่ห้อง และแม่จะไม่แตะต้องอาหารเลย รอจนโยมพ่อกลับมาก่อน
[9] คำกอง เป็นชื่อนางเอกในวรรณคดีอีสาน เรื่องจำปาสี่ต้น ที่พระจุลมณีไปนำออกมาจากกองที่พ่อแม่เอาซ่อนนกยักษ์ไว้ :ผู้เขียน
[10] ตอนเด็ก ๆ พอจำความได้ โยมพ่อเคยอุ้มไปนั่งเฝ้าหลุมฝังศพโยมแม่ที่ป่าช้าเป็นวัน ๆ และบอกว่า แม่นอนอยู่ตรงนี้