ท่านบวชเรียนเพียงสามเดือน พอได้ชื่อว่า ฑิต เท่านั้น

ลืมตาดูโลก          บุญช่วย มีจิต

                ได้ตั้งใจไว้นานแล้วว่า 

จะรวบรวมชีวประวัติของตัวเองขึ้นไว้ดูเล่น

และได้ทำมาครั้งหนึ่งแล้ว  เมื่อ พ.ศ. 2508  สมัยนั้นยังอยู่ที่สกลนคร 

แต่การเขียนครั้งนั้นยังไม่สมบูรณ์

 สำหรับครั้งนี้จะพยายามทำอย่างดีที่สุด[1] 

สมัยยังเด็ก ๆ  จำความไม่ได้  ก็สุดวิสัยที่จะหาข้อมูลมาเขียนได้  นอกจากถามจากญาติพี่น้อง  ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้อย่างแจ่มแจ้ง  เช่น วัน เดือน ปี เกิด ไม่สามารถจะรู้ได้แน่นอนเลย  แม้แต่โยมพ่อ  ก็บอกไม่ได้  บอกแต่เพียงว่า

ไม่ขึ้นก็แรม 7 ค่ำ เดือน 11  วันเสาร์  ไม่ปีระกา  ก็ปีจอ

แค่นี้เอง  เดือนก็จำไม่ได้  บอกเพียงว่า  ตอนปลายสงคราม  ญี่ปุ่นเข้ามาบ้าน[2]   เป็นเดือน 9 ได้พาโยมแม่หลบออกไปหลบซ่อนที่ทุ่งนา  หลังเพื่อนบ้านทั้งหมด  เพราะครั้งแรกคิดว่าจะไม่ไป  เพราะโยมแม่ท้องแก่เต็มทีแล้ว  แต่เมื่อข่าวญี่ปุ่นมาแน่ ๆ  ก็ต้องออกไป 

                ต่อมาไม่นานประมาณเดือน 11 12 โยมพ่อออกไปทอดแหที่ทุ่งนา   ตอนบ่ายประมาณสามโมง  มีคนออกไปตามบอกว่า  โยมแม่คลอดลูกแล้ว

 การแจ้งเกิดก็วานให้ลุงสาง ( สามีของป้าสีวัย พี่สาวคนโตของพ่อ ลูกคนแรกชื่อสาง ) ไปแจ้งแทน  แต่ลุงสางมาบอกว่า  ไม่มีใบอะไรให้เลย   แจ้งเกิดแล้วก็แล้วกันไป 

เพราะหลังสงคราม  กันดารมาก  โดยเฉพาะที่บ้านนอกอันห่างไกล   ไปไหนก็มีเพียงเกวียน  ม้า หรือ เดินเท้า เท่านั้น 

วัน เดือน ปี  เกิด ที่ปรากฏในที่นี้

 ถือเอาตามทะเบียนโรงเรียนชั้นประถม  ซึ่งไม่ถูกต้องอีกนะแหละ  เพราะการแจ้งเข้าเรียน  ใครแจ้งอย่างไรก็ได้  ไม่มีการหาหลักฐานมายืนยันอะไรยุ่งยากเหมือนทุกวันนี้  อย่างไรก็ตาม  โยมพ่อเล่าให้ฟังว่า

                “  เกิดวันเสาร์  ไม่ขึ้น  8 ค่ำ  ก็  7 ค่ำ  เดือน ถ้าไม่เดือน  11 ก็เดือน  12

                 ปีคงเป็นปีระกา  เพราะปีสงครามสงบตรงกับ พ.ศ.  2488 ปีระกา  เกิดกลางวันตอนบ่าย  [3]

                โยมพ่อ    เป็นลูกคนที่สอง จากเจ็ดคน ของนายพิมพ์  มีจิต  กับนางตุ๋ย [4] 

ตอนเป็นเด็กโยมพ่อเกเรมาก  เคยหนีโรงเรียนกับเพื่อนสองสามคน[5]  จะข้ามเขาภูพานไปบ่อสะแทน

( อยู่ฝั่งลาว )  แต่ไปถึงแค่เพียงไร่กลางหุบเขา ( ภูพาน) ได้เพียงสองคืนเท่านั้นก็กลับมา    และออกโรงเรียนเพียงแค่ ป.3 !!!

 

 

                 แต่ท่านเป็นคนสมองดี  ความจำเก่ง  มีมานะอดทน

ตอนเป็นหนุ่ม  เป็นคนเจ้าสำราญ  นักเลงเหล้า นักเลงการพนันที่หาตัวจับได้ยาก  เป็นคนใจถึง  มีเพื่อนฝูงมาก  และเป็นพ่อค้าประจำหมู่บ้านที่มีฐานะพอสมควร (แทงโบกทีละร้อยในขณะที่คนอื่นเขาแทงกันทีละสตางค์ สองสตางค์)  มีม้าเทศขี่คนแรกคนเดียวในหมู่บ้าน เพราะเหตุนี้ท่านจึงไม่ยอมแต่งงานง่าย ๆ  เหมือนคนอื่น ใช้ชีวิตหนุ่มให้คุ้มค่าและเปลืองมาก   ทั้ง ๆ ที่มีพร้อมทุกอย่างและผู้หญิงก็มาติดพันมาก   ท่านใช้ชีวิตในวัยหนุ่มตระเวนไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ   มีมิตรสหายทุกชนชั้นและทุกจังหวัดแถบอีสานเหนือ 

                ท่านบวชเรียนเพียงสามเดือน  พอได้ชื่อว่า  ฑิต เท่านั้น

ตอนบวชได้แสวงหาเครื่องรางของขลัง เวทย์มนต์ ไสยศาสตร์  และเสาะหาเรื่อยมา  สักเสือเผ่นที่สีข้างทั้งสอง  และสักลายยันต์เต็มตัว ไม่ต้องพูดถึงขาทั้งสองข้างที่  สักลายมอม  เหมือนหนุ่ม ๆ  สมัยนั้น  นอกจากนั้นท่านยังแสวงหาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงดัง ๆ  ได้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์สอนแห่งถ้ำภูค้อ [6] 

ท่านเล่าว่าได้ผจญภัยด้วยการเดินทางคนเดียวในเวลากลางคืน  ผ่านป่าดงดิบ สัตว์ร้าย จากภูค้อมาบ้าน

(บ้านนากระเดา ต.นาคู อ.กุฉินารายณ์  จ.กาฬสินธุ์  )  พบกับเสือ  งู  และอื่น ๆ  อีกมาก  แต่ด้วยอำนาจบารมีของอาจารย์สอน  ท่านจึงแคล้วคลาดมาได้ 

ท่านเล่าถึงอาจารย์สอนไว้ว่า  เป็นผู้รู้ใจคน [7] พอโยมพ่อไปถึง  ท่านจะทักถึงความคิด  หรือ ความกังวลใจ ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โยมพ่อประสบมาได้อย่างแม่นยำเหมือนตาเห็น   โยมพ่อจึงเลื่อมใสท่านมาก

                ส่วนโยมแม่นั้น  ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก  ท่านเล่าเพียงว่า  เป็นคนสูง ขาว สาวสวย ประจำหมู่บ้าน กิริยา วาจา เรียบร้อย ซื่อสัตย์ และรักสามีมาก [8]   ชื่อคำกอง  ชมภูเลิศ [9]  เป็นบุตรของนายสอน  นางเกียน ( เกวียน)  ได้แต่งงานกับโยมพ่อเมื่ออายุแรกรุ่น 16 – 17 ปี ทั้ง ๆ  ที่โยมพ่ออายุมากเกือบสามสิบแล้ว ซึ่งถือว่าแก่มากในสมัยนั้น ที่ได้แต่งก็เพราะความเจ้าชู้ของโยมพ่อ   จีบผู้หญิงพร้อมกันทีละหลาย ๆ คน  โยมแม่เป็นเด็กที่สุดและสวยที่สุดในหมู่บ้าน  มีหนุ่ม ๆ  มารุมจีบมาก  สุดท้ายด้วยบุพเพสันนิวาสจึงได้แต่งกับโยมพ่อ   ด้วยค่าสินสอดเพียงแปดบาท 

แถมมีผู้เขียนอยู่ในท้องสามเดือนอีกด้วย !!!

                โยมแม่เป็นคนอย่างไร  เราไม่มีโอกาสเห็นหน้า  เพราะพอเกิดมาได้สองปี  แม่ก็คลอดลูกผู้หญิงอีกคน  แต่

บุญท่านน้อย  รกไม่ออกเลยเสียชีวิต  เราก็กลายเป็นคนกำพร้าแม่   และอาภัพผู้หญิงมาตั้งแต่บัดนั้น

โยมพ่อรักโยมแม่มาก  พอโยมแม่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้  โยมพ่อเสียใจมาก  มากจนกลายเป็นบ้า[10] และหันหน้าเข้าหายาเสพติด คือ กัญชา  เราก็เลยได้ฉายาอีกฉายาว่า 

ลูกผีบ้า และมีเลือดบ้ามาจนทุกวันนี้ !!

                และชีวิตเด็กน้อยลูกผีบ้า   กำพร้าแม่มาแต่เล็ก ๆ   ก็เริ่มตรงนี้  ( อย่าพึ่งขัดคอซิครับว่า  จะเล่าประวัติพ่อ แม่ หรือ ประวัติตัวเอง  ใจเย็น ๆ  ซิครับ  ที่พูดถึงพ่อ แม่ มาเสียยืดยาว  ก็เพื่อให้ท่านได้รู้ที่ไปที่มาเสียก่อน  ทำนองโครงกระดูกในตู้อะไรประมาณนั้นแหละ)

                  ต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องราวของผู้เขียนล้วน ๆ  เชิญติดตามกันได้แล้ว ( ครับ )



[1] เริ่มเขียนครั้งแรก  18 มกราคม 2513  ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรอยู่วัดสุคันธาราม และเขียนต่อมาเรื่อย ๆ ตามโอกาสอันเหมาะสม ได้ปรับปรุงสำนวนและข้อความบางตอนให้เหมาะสม  แต่ยังคงเนื้อหาเดิมไว้ทั้งหมด

[2] ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเข้ามาค้นหาสนามบินลับที่เสรีไทยสร้างไว้หลายแห่ง รวมทั้งที่นาคูด้วย : ผู้เขียน

[3] ตรวจดูตามปฏิทิน  100 ปี ของคล้อย  ทรงบัณฑิต  วัน เดือน ปีที่ใกล้เคียงคือ  วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2488 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11 ปีระกา

[4] นายพิมพ์  เป็นผู้ใหญ่บ้านที่อ่านไม่ออก  เขียนไม่ได้  แต่อาศัยความดี มีความเป็นผู้นำ  ชาวบ้านเคารพนับถือ นางตุ๋ย เป็นคนเมืองภูแล่นช้าง  เป็นสาวงามเชื้อเจ้าเมืองภู

[5] เท่าที่จำได้มี ลุงไอ่  ตาเต็ม  จานทรัพย์

[6] ภูค้ออยู่ในเทือกเขาภูพานในแถบลุ่มน้ำกะซะ อาจารย์สอนเป็นพระนักปฏิบัติที่มีชื่อเสียงมาก จำพรรษาที่ภูค้อจนมรณภาพ

[7] บรรลุเจโตปริยญาณ  :ผู้เขียน

[8] พ่อเล่าว่า  เวลาพ่อไปไหนมา  ดึกดื่นเพียงใด ก็ต้องมีสำรับกับข้าวรอที่ห้อง และแม่จะไม่แตะต้องอาหารเลย รอจนโยมพ่อกลับมาก่อน

[9] คำกอง  เป็นชื่อนางเอกในวรรณคดีอีสาน เรื่องจำปาสี่ต้น ที่พระจุลมณีไปนำออกมาจากกองที่พ่อแม่เอาซ่อนนกยักษ์ไว้  :ผู้เขียน

[10] ตอนเด็ก ๆ พอจำความได้  โยมพ่อเคยอุ้มไปนั่งเฝ้าหลุมฝังศพโยมแม่ที่ป่าช้าเป็นวัน ๆ  และบอกว่า  แม่นอนอยู่ตรงนี้