สวัสดีปีใหม่ ค่ะ ปีนี้ น่าจะเป็นปีแห่งความสุข 2 555 .....
เรื่องราวที่ผ่านมาในหนึ่งปีคงเป็นทั้งประสบการณ์ืัืที่ดีและเลวร้ายในบ้างเรื่อง
เรื่องดีเก็บไว้เป็นกำลังใจให้ชีวิตก้าวเดินต่อไป เรื่องร้ายเป็นไว้เป็นบทเรียน
ให้เราปรับปรุงเพื่อชีวิตในปีนี้ที่ดีขึ้น พรอะไรก็คงไม่สำเร็จได้หากเราไม่ทำเอง
ดังคำกล่าวที่ว่า...ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
วันนี้ เปิดบันทึกแรกของปี ขอคัดลอกสิ่งดี ๆ และแง่คิดจาก ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
มาฝากกัน ไปอ่านกันเลยค่ะ
เมื่อปีใหม่ไปกราบหลวงพ่ออานันท์ วัดดอนจั่น เพรา รู้จักกับท่านมาเกิน ๑๐ปีแล้ว
ท่านฝากข้อคิด เรื่อง การศึกษาเท่าที่ผมพอจะจับใจความได้
ผม ขออนุญาต นำสิ่งที่ท่านจุดประกายเรื่องการศึกษา
มาเขียนในสำนวนของผม และ ใส่เพิ่มเติมของผมเองลงไปด้วย ดังนี้ :-
๑) การศึกษามันผิดปกติแต่คนทั้งหลายมากมายกลับหลงคิดว่าปกติ
๒) เอาเรื่อง เนื้อหา ความรู้ ซึ่งเป็นแค่เครื่องมือ(Tools)เท่านั้นมาเป็นตัววัด ชี้วัด
(Indicators) เอามาเป็นตัวทดสอบ วัดผล ตัดเกรด ให้คะแนน แข่งขันกัน
๓) จริงๆแล้วต้องใช้"ศีล สมาธิ ปัญญา" เป็นตัววัดผล คือเรียนไปแล้ว "ศีล" มีไหม
รักษาศีลได้ไหมเรียนไปแล้ว สมาธิดีไหม จิตอ่อนไหว คุมอารมณ์ได้ไหม ปัญญาที่
เป็นประโยชน์มีไหม หรือ ว่าทำลาย
๔) หลงตามฝรั่งทั้งๆ ที่ฝรั่งยอมรับว่าสอนผิดวางการศึกษาผิด พูดง่ายๆ ฝรั่งคาย
ทิ้งแล้วนักการศึกษายังอมอยู่เลย
๕) คำว่า พัฒนา จริงๆแล้วพัฒนาไปทางไหนหลงทางมาตลอด แต่ มองไม่เห็น ยิ่ง
พัฒนายิ่งทำลายต้นทุน คือ ทุนทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ สังคมเสื่อม ศีลธรรมจาง ฯลฯ การพัฒนาเยาวชนดันไป วัดผลที่ ความรู้
ก็คือ ผิดปกติแต่นักการศึกษาคิดว่าปกติ
๖) ใช้เหตุผลมากไป โดยไม่รู้ว่า เหตุผลนั้นๆ ผิดปกติ ก็ได้ อาจจะเป็นเหตุผลที่คน
อื่นเขา "วางยา" ไว้ผ่านงานวิจัย สร้างความน่าเชื่อถือด้วยสถิติก็ได้อาจจะ เป็น
เหตุผลที่ถูกต้องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะเวลาก็ได้ ใครคิดเหมือนฉันได้ปริญญาไปเลยผิด
กันมายาวหลายชั่วคนเลยทีนี้
๗) ของบางอย่าง อย่ามีเหตุผล แต่ต้องใช้ ความเข้าใจ เมตตาธรรมนำหน้าเมื่อ
อ้างเหตุผลกัน หลายๆฝ่าย พอเหตุผลไม่ตรงกัน ก็เลยแตกสามัคคี
๘) ยิ่งแก่ ยิ่งมีเงื่อนไขนี่แหละ ความผิดปกติแต่ คนแก่ไม่เข้าใจ สอนเด็ก ต้องทำ
ใจแบบเด็กๆ ลดเงื่อนไข ลดเหตุผล อย่ายัดเยียดเหตุผลของตนลงไป อาจจะผิดก็
ได้ รู้ได้ไงว่าเรา ยิ่งแก่ยิ่งถูก เพราะ ยิ่งวัน คนแก่อย่างเรา ทำลายธรรมชาติไปมาก
แล้ว อย่ามาอ้างว่าเราถูกเสมอไป ฟังๆกันบ้าง อยู่กับความเป็นจริง สอน "ศีล
สมาธิ ปัญญา" ศึกษา "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" ให้มีไหมวิชาเกิด วิชาแก่ วิชาเจ็บ วิชา
ตาย มีที่ไหนสอนบ้าง
๙) ยึดหลักการมากไปก็แพ้ ไม่ได้เห็นตามความเป็นจริง ตายเพราะเหตุผลที่ไม่
ตรงกับความจริง กฏกติกา เป็นของสมมติ ย่อมไม่เที่ยง
๑๐) เอาวัตถุ เอาเงิน เอาของๆคนอื่นมาเป็นเงื่อนไข เช่น หากไม่มีเงิน ฉํนทำไม่
ได้ หากไม่มีไฟฟ้า อยู่ไม่ได้ หากไม่มีห้าง ฯ อยู่ไม่ได้ หากไม่มีโน้นนี่ ทำไม่ได้ โดย
ไม่รู้ว่าวัตถุต่างๆ เงินทองเป็นแค่เครื่องมือ อย่าไปยึดในเครื่องมือเราต้องเอาเครื่อง
มือ ไป รักษา ศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช้ไปติดยึดมัน
๑๑) หลายๆอย่างต้องไม่มีเหตุผล เช่น การเลี้ยงดูพ่อแม่ ท่านจะพูดว่ายังไง
เราไม่ต้องมีเหตุผล มีแต่ "จัดให้"
๑๒) เด็กเล็กๆ พ่อแม่สอนให้ยึด ให้ติดหาของเล่น บ้าน รถ ปืน ฯ ฝึกให้ ยึด บ้าน
รถ ปืน ฯ สุดท้าย ก็ เคยตัวขาด บ้าน รถ ปืน ฯ ไม่ได้
๑๓) พ่อแม่ มองลูกเป็น เพชรพลอยถนอมรักษา กลัวจะร้อน กลัวจะแตก ปกป้อง
จนลูกอึดอัด จนผิดปกติ แต่ ลูกคิดว่าตนเองเป็นเหล็ก ไม่เข้าใจว่า จะมา อะไร กับ
เขามากมายทำไม พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกตามความเป็นจริง เหล็กต้องผ่านกระบวนการ
เรียนรู้ เผาและทำให้เย็น ทุบๆๆๆ เผาๆๆ จึงจะแข็งแกร่ง
๑๔) ผู้มีการศึกษา ที่เอาแต่คิดๆๆๆ หาเหตุผล นี่แหละ ขาดปัญญา ไม่เห็นตาม
ความเป็นจริงสักที พัฒนาได้ยาก มัวแต่ อ้างเงื่อนไขและเหตุผล (ของฉัน ที่ฉัน
เรียนมา)
๑๕) ผู้ยิ่งใหญ่ การศึกษา โดนฝึกมาให้คิดๆๆๆ เมื่อโดนวิจารณ์ ก็ กลัว กลัวเสีย
ฟอร์ม กลัวผิดกฏ กติกา กลัวเสียหน้า ปกป้องตนเอง ฯ ผลคือ พากันไป ล่มจม
ทั้งชาติ ยึดแต่ หลักการและเหตุผล โดย ไม่เฉลียวใจว่า หลักการและเหตุผล
เป็น ของไม่เที่ยง
๑๖) ยิ่งการศึกษา สร้างเงื่อนไขมาก สร้างกฏ กติกามากๆ ผู้คนก็รองรับการ
เปลี่ยนแปลงไมไ่ด้ โลกร้อน ภัยพิบัติเข้ามา ปรับตัวไม่ได้ ตายแน่ๆ
๑๗) วัตถุ แม้จะแกร่งแค่ไหน ก็ เสื่อมได้ ไม่เที่ยง เราไปยึดของที่ไม่เที่บง มันก็
ทุกข์แต่ ความจริง ธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นความจริง ที่ไม่มีใครเถียง
ได้ ไม่เสื่อม ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักการบริหาร บริหารได้ทุกระดับ ตั้งแต่
ตนเอง ในครอบครัว ไปจนถึงระดับโลก
๑๘) มนุษย์ ที่เน้นแต่เหตุผล อายุสั้น ถ้าไม่มีเหตุผล ไม่คิดมาก อายุยาว
๑๙) พอเพียง คือ ความเข้าใจ ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ ไม่ต้องคำนวณ ถ้าเข้าใจคำ
ว่าพอเพียง ก็เกิดประโยชน์แล้ว
๒๐) ความรู้ต่างๆในโลกนี้ ไม่เที่ยง ดับได้ เกิดได้ อย่าไปยึดความรู้ ทางธรรม
( สติ คือ รู้ๆๆๆ ที่ไม่ต้องใช้สมอง ไม่ต้องคิด) เป็นความรู้ ที่ไม่เสื่อม ไม่ทุกข์
๒๑) เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ แผนแม่บทในการบริหารประเทศ และ โลก
๒๒) ธรรมะ อยู่เหนือธรรมชาติ จึงไม่มีเหตุผล นอกเหตุ เหนือผล แต่ วิทยา
ศาสตร์ ยังอยู่ใต้ธรรมชาติ ต่ำกว่าธรรมชาติ ยังจะหาเหตุผล จึงไม่เข้าใจ
ธรรมชาติสักที อุปมา วิทยาศาสตร์ คือ คนที่ ยังจมอยู่ในน้ำ ตราบใดที่ยังอยู่ใน
น้ำ จะไม่เห็นว่าเหนือน้ำเป็นยังไง ผิวน้ำเป็นยังไง จนกว่า จะขึ้นมาจากน้ำได้ นั่น
แหละ จึงจะเห็น น้ำทั้งหมด เข้าใจทั้งในและเหนือน้ำได้ อุปมา วิทยาศาสตร์
เป็น ปลาในน้ำ ไม่มีทางเข้าใจเรื่องที่ เต่า ตะพาบ กบ เล่าให้ฟังแน่นอน เพราะ
คิดแบบปลา อยู่นั่นแหละ เหตุผลแบบปลาๆ เถียงด้วยหลักการของปลาอยู่นั่นแหละ
**************************
เนื้อหา คงไม่ตรงกับที่หลวงพ่อท่านพูดนะเอาไปอ้างไม่ไ่ด้
เพราะ ผมเขียนและใส่ คำอธิบาย ขยายความตามความเข้าใจของผมลงไปด้วย
อยากฟังของจริง ก็ไป สนทนาธรรมกับ หลวงพ่ออานันท์ได้ ที่ วัดดอนจั่น เชียงใหม่