ลิงกับ Apple

  ลิงชอบกิน Apple แต่ไม่อยากปลูก รดน้ำ พรวนดิน เราอยากได้ผลงานวิจัยที่เป็นเลิศ นำมาใช้ประโยชน์ได้ เราทำอะไรกันบ้าง เราอยากเป็น LO กัน เราได้ทำอะไรกันบ้าง  

         ผมได้ภาพนี้มาจากสำเนาแผ่นใสของท่าน ศ.ดร.วิชัย บุญแสง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สกว. นานแล้วครับ เมื่อต้นปี 48 (30 มี.ค.48) ยังรู้สึกชอบอยู่เลย จำได้ว่า (อาจจำผิดก็ได้) ท่านอธิบายรูปนี้ทำนองว่า ผู้บริหารในบ้านเมืองเราจะคล้ายๆ กับเหตุการณ์ในรูปนี้   ลิงชอบกิน Apple แต่ไม่อยากปลูก รดน้ำ พรวนดิน เราอยากได้ผลงานวิจัยที่เป็นเลิศ นำมาใช้ประโยชน์ได้ เราทำอะไรกันบ้าง เราอยาก เป็น LO กัน เราได้ทำอะไรกันบ้าง สมาชิก NUKM blog ท่านอื่นๆ คิดอย่างไรครับ


 

          วิบูลย์ วัฒนาธร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นเรศวรวิจัย-QA-KM

คำสำคัญ (Tags)#การวิจัย#lo#ลิงกับ#apple

หมายเลขบันทึก: 4734, เขียน: 30 Sep 2005 @ 11:09, แก้ไข, 11 Feb 2012 @ 14:00, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (1)

Piang-or Education
IP: xxx.28.21.4
เขียนเมื่อ 01 Oct 2005 @ 00:35

 

 

มี Blog ให้อาจารย์อ่านค่ะ จากวันอาทิตย์ที่อาจารย์อมรรัตน์ เล่าให้อาจารย์ฟัง ที่พวกหนูไปบ้านเด็กกำพร้า เอามาลงให้อาจารย์อ่านค่ะ เห็นว่าอาจารย์สนใจ

เยี่ยมน้องวัดโพธิญาณ(บ้านเด็กกำพร้า)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 48 ที่ผ่านมาข้าพเจ้าและเพื่อน ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ ได้ไปทำบุญ จัดกิจกรรมให้กับน้องๆ โรงเรียนวัดโพธิญาณ จากตรงนี้ หลายท่านคงสงสัยว่าไปทำอะไร แล้วทำไมถึงเลือกที่นี่!!

ก่อนอื่นข้าพเจ้าขอเล่าความเป็นมาของกิจกรรม โครงการเล็กๆ นี้ก่อน คือประมาณ 2สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เหรัญญิกประจำเอกชี้แจงในที่ประชุมเอกว่า เรามีเงินเอกที่เก็บมาทุกเดือนตั้งแต่ปีหนึ่งเพื่อใช้ทำกิจกรรมต่างๆ นั้น ขณะนี้เหลือเงินอยู่ประมาณ 3-4 พันบาท เราจะทำอย่างไรกับเงินที่เหลือนี้ดี  เพื่อนๆ ต่างช่วยกันออกความคิดเห็น แรกๆ มีคนเสนอว่า เราน่าจะไปทำบุญที่วัด แล้วถ้าเงินเหลือก็จัดเลี้ยงสังสรรค์กัน แต่ความคิดนี้มีเพื่อนคนหนึ่งแย้งว่า การที่จะไปทำบุญที่วัดนั้น มีคนทำกันเป็นปกติอยู่แล้วเราน่าจะทำบุญแบบที่เกิดประโยชน์กับผู้อื่นมากกว่าเช่นทำทาน แต่เราไม่รู้ว่าจะทำที่ไหน?  จากนั้นมีเพื่อนเสนอว่า รู้จักโรงเรียนวัดโพธิญาณ ที่นั้นเค้ามีบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย เราน่าจะไปทำอะไรให้ที่นั้นจะดีกว่าไหม? ความคิดนี้เพื่อนทุกคนเห็นด้วย และตกลงจะไปด้วยกัน แต่เอ......... ไม่มีใครสักคนในเอกเราเลยที่รู้จักว่า "โรงเรียนวัดโพธิญาณ" อยู่ที่ไหนของพิษณุโลก??????

เช้าวันอาทิตย์เราได้รถกระบะของพี่ชายเพื่อน(ซึ่งมาจากนครสวรรค์เพื่อมาสอบ อบต. ) เป็นรถบรรทุกขนส่งสัมภาระ อุปกรณ์ ต่างๆ รวมทั้งเพื่อนเราที่รวมน้ำหนักกันแล้ว พี่ช้างตัวบิ๊กๆ ยังชิดซ้าย ไปส่งที่โรงเรียนฯ มี คุณริ นั่งบอกทางคุณพี่อยู่หน้ารถ ข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ชายผู้เสียสละเพราะเป็นนักดนตรีต้องขนกีต้ากันคนละตัว ประมาณ 4-5 คน (โชคดีได้เพื่อนเอก เทคโนฯและเคมีมาช่วย) นั่งรอรถมารับอีกรอบ เรานั่งรออยู่นานประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงได้ กว่ารถจะมารับ ถามคุณพี่ได้ความว่า "คุณริ" เธอบอกทางผิดพาหลงไปค่อนทางแล้วย้อนกลับมาใหม่ สงสารเพื่อนๆที่นั่งกระบะพร้อมแออัดกันกับข้าวของบริจาค บางคนไม่กล้าบ่น บางคนไม่รุ้ว่าทำไมมันไกลและนานขนาดนี้

พอรถวิ่งเข้าสู่ทางเข้าวัดที่เป็นซอยเล็ก(ก่อนถึงสนามกีฬาจังหวัด) แยกจากถนนใหญ่ที่ตัดผ่านโรงแรมหรูระดับห้าดาว  รถเหมือนวิ่งเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง ทางเข้าวัดเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยสองข้างทาง เข้าไปไม่ไกลนักก็พบเนินดิน พอรถขึ้นเนินดิน ภาพที่ทำให้ฉงนคือ โบราณสถานเก่าแก่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวัดเก่าอยู่บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียน ซึ่งแยกเป็นสัดส่วนกับวัดชัดเจน ภาพนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า มีวัดเก่าสภาพประมาณกรุงสุโขทัยอยู่ในพิษณุโลกอีกหรือนอกจากพระราชวังจันทร์  คำถามนี้พรุดขึ้นทันทีแต่ก็กลับหยุดชะงักด้วย ภาพที่ไม่มีวันจะลืมได้เลย ข้าพเจ้าขอยกข้อความที่ขวัญหทัย(เพื่อนคนหนึ่งที่ดูเธอห่าวหาญมากแต่เธอกลับเขียนอีเมล์เล่าความประทับได้ดีเหลือเกิน)มาเล่าให้ฟัง  "...เมื่อถึงที่หมายแล้ว รถของเคลื่อนตัวช้าๆ เข้าไปหาที่จอด ..ภาพแรกที่เห็นก้อคือ..เด็กๆ ประมาณ เกือบสามสิบคน ยืนชะเง้อ มองดูรถที่ผ่านเข้ามาพร้อมกับอาการกล้าๆกลัว  เหมือนกับคิดว่า ...จะใช่ รถคนนี้เปล่าน๊า...พอพวกเราเริ่มทยอยกันออกจากรถ เด็กๆเหล่านั้นต่างพากัน เดิน ต่อแถวกันเข้ามา ที่อาคารซึ่ง คล้ายๆ อาคารเอนกประสงค์ที่ใช้ทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง..เพราะเป็นห้องโถงกว้างๆที่ มีเวที พร้อมกับม่านสีแดงผืนยักษ์  ....พอน้องๆเข้ามากันครบแล้ว สิ่งที่เห็นอยุ่ตรงหน้า กับทำให้เราหลายคนต่าง ตกใจและน้ำตาซึม เพราะหนึ่งใน 30 กว่าชีวิตนั้น คือ เด็กชายตัวน้อยๆ อายุสักประมาณ 2 ขวบ ที่กำลังขี่หลังเด็กชายคราวพี่ ที่อายุมากกว่า สัก 6 ปี เข้ามาในห้องนั้น สิ่งที่เห็นทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาว่า ...สังคมเดี๋ยวนี้มันโหดร้ายเพียงนี้เชียวหรอ เด็กชายตัวน้อยๆ คนนั้น น่าจะได้รับการเลี้ยงดูและ ได้รับความรักจากพ่อและแม่ จิงๆ ...อีกใจหนึ่งก้อคิดไปว่า ตอนที่เราไปนั้น เค้าอายุประมาณเพียงแค่ 2 ขวบ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เด็กๆทั้งหมด ที่อยู่ ณ สถานที่นั้น พวกเค้าอาศัยอยุ่กันมาตั้งแต่อายุเท่าใด ..บางคน อาจจะ หลังจาก ที่พวกเค้าลืมตาดูโลกซะด้วยซ้ำ....แต่ในมุมที่เลวร้ายทีสุด ยังมีมุมที่น่ารักที่สุด อยุ่เหมือนกัน เพราะ เด็กๆ ทุกคนในนั้น แสดงความมีน้ำใจและรักใคร่กลมเกลียวกัน ดี คนที่เหมือนจะเป็นพี่ใหญ่สุด จะทำหน้าที่ดูแลน้องๆ ที่อายุ น้อยกว่า น้องคนเล็กสุด คือ เด็กชายตัวน้อยอายุราว 2 ขวบ นามว่า " หมื่น" จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ก้อแน่นอนแหละ เพราะ เค้าเป็นน้องเล็กคนสุดท้องของที่นั่นนี่หน่า.......ลองคิดดูสิ ว่า เด็กๆ ที่อยุ่ในวัยที่กำลังสดใส ไร้ซึ่งวุฒิภาวะใดๆ ต้องมารับภาระ ที่เสมือนผู้ใหญ่ในการดูแล และจัดการในส่วนต่างๆ ของที่นั่น รวมทั้งชีวิต ของพวกเค้าเองด้วย ....ซึ่งก้อทำได้ดีทีเดียว ตรงกันข้ามกับพวกผู้ใหญ่บางคน ที่ ไม่ ต้องการที่จะเผชิญปัญหา กลับผลักไส ปัญหา ไปให้กับสังคม หรอ ใครก้อตามที่ตัวเองเห็นว่า ...ไม่เกี่ยวข้อง

.........เห็นภาพเด็กๆที่นั่นแล้ว ได้รุ้สึกอะไรแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทุกอย่าง อยู่ภายใต้ คำว่า" ......ตัวเอง ...ครอบครัว...ความอบอุ่น..สังคม...ความเห็นแก่ตัว .....พวกเรา.....น้ำใจ "
.........ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่นั่น มีทั้งรอยยิ้ม และน้ำตา ของพวกเราหลายๆคน...นี่เป็นครั้งแรก ที่พวกเรา สาขา ภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์  ได้ไปสถานที่แห่งนั้น แต่คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน  ......เราสัญญา
การที่เราได้ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง...ทำให้สังคมเล็กๆที่เหมือนจะไร้ซึ่งรอยยิ้ม และความสุขให้กลับขึ้นมาสดใส ได้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาที่ไม่มากมาย ...แต่รู้ไว้ซะเถอะ ว่า เด็กๆเหล่านั้นจะจำพวกเรา ได้ขึ้นใจ ...เพราะพวกเค้าสามารถรับรู้ได้ ว่า การได้เป็นสิ่งที่มีค่า ......เป็นเช่นไร "

นี่คือ อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่พวกเราเพื่อนๆ นิสิตชั้นปี่ที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ได้ทำร่วมกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปฝึกสอน และออกเผชิญโลกกว้างในสายอาชีพแม่พิมพ์ของชาติ

กิจกรรมนี้สอนข้าพเจ้าให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ได้เห็นชีวิตเด็กบริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่ต้องมารับชะตากำพร้า ตั้งแต่ยังดูแลตัวเองไม่ได้  การจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้แก่เด็กๆ เหล่านี้ที่ขาดแคลนทั้งทางด้านจิตใจ และสังคมครอบครัว ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาเหล่านี้

หลังจากที่กลับมาข้าพเจ้าได้เล่าความรู้สึกจากกิจกรรมที่ได้ทำมากับท่านอาจารย์ ดร.อมรรัตน์ วัฒนาธร ข้าพเจ้าได้คำถามมาคิดมากมาย "การศึกษาของเรากำลังทำอะไรอยู่ เราจะช่วยกันแก้ปัญหาและช่วยเหลือพวกเขาเหล่านี้อย่างไร การวิจัยทางการศึกษาที่เราทำอย่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง"  ข้าพเจ้าต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ดร.อมรรัตน์ เป็นอย่างสูงที่ให้คำปรึกษา และชี้แนะแนวทางทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ อยากที่จะศึกษาต่อเพื่อนำศาสตร์ทางด้านการศึกษาวิจัยไปช่วยยกระดับการศึกษา การจัดการศึกษาในโรงเรียนหรือบ้านเด็กกำพร้า เพื่อให้พวกเขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างบุคคลคุณภาพพร้อมที่จะเผชิญและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้โดยใช้สติปัญญา.....