บริการสุขภาพที่ดี ต้องเป็นบริการเชิงรุก คือเน้นงานสร้างเสริมสุขภาพ และงานป้องกันโรค ไม่ใช่เน้นตั้งรับโดยการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว หรือลุกลามมากแล้ว และต้องเป็นระบบที่สร้างข้อมูลและสารสนเทศเอาไว้ใช้ในการปรับตัวเอง คือเป็น Learning Systems นั่นเอง โดยที่ต้องมีนักวิชาการและสถาบันวิชาการทำหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละอย่าง

ใช้เงินอย่างฉลาด เพื่อสุขภาพถ้วนหน้า : PMAC 2012

การประชุมนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลปี ๒๕๕๕ ว่าด้วยเรื่องบริการสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage - UHC)    เริ่มงานตั้งแต่วันที่ ๒๔ ม.ค.​ ๕๕  เป็นวันประชุม Pre-Conference ด้วยการประชุมสารพัดแบบสารพัดด้าน ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกนัดกันมาใช้โอกาสมางาน PMAC เป็นที่นัดประชุม   เข้าใจว่าจะมีกว่า ๕๐ ประชุมย่อย    วันที่ ๒๕ เป็นวัน site visit แยกย้ายกันไปชมกิจกรรมและผลงานด้าน UHC ของไทย   ที่ยกย่องกันว่าดีในระดับเอาเป็นตัวอย่างได้

วันประชุมจริงๆ คือ ๒๖ - ๒๘ ม.ค. ๕๕  อ่านรายละเอียดของการประชุมได้ที่นี่    การประชุมนี้ผู้เข้าร่วมประชุมเข้าได้โดยการเชิญเท่านั้น ไม่มีการรับสมัคร

ที่ระบบสุขภาพของประเทศไทยครอบคลุมทั่วถึง และคุ้มค่าเงินค่าใช้จ่าย ก็เพราะเรามีกลไกเชิงระบบที่ดี คือมีความซับซ้อน และใช้ความรู้หรือหลักฐานจากการวิจัยเชิงระบบ เชิงประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีและบริการ ช่วยในการตัดสินใจ   รวมทั้งมีช่องทางให้ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมกำกับดูแลด้วย    ระบบเหล่านี้เรียกกันในภาษาง่ายๆ ว่า “หน่วยงานตระกูล ส”   ซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญมรสุมจากฝ่ายการเมือง ที่ต้องการเข้ามาควบคุม   

ในขณะที่ระบบสุขภาพไทยปรับตัวพัฒนาไปในทิศทางที่โปร่งใสมากขึ้น  มีภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนกำกับมากขึ้น   นักการเมืองฝ่ายที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบันกลับไม่ชอบ และหาทางเอาพวกของตนเข้าไปกำกับ  

ผมตีความว่า PMA 2012 มีเป้าหมายสำคัญคือขับเคลื่อน UHC ในโลก   ซึ่งหมายความว่า ใช้เงินเพื่อสร้าง UHC อย่างชาญฉลาด   ให้ลงทุนไม่มากนัก แต่ได้ผล UHC คือประชาชนได้รับบริการสุขภาพถ้วนหน้า    และเป็นบริการที่ดี มีคุณภาพ เป็นที่พอใจของผู้ใช้บริการ

การจัดการประชุมครั้งนี้ผู้เกี่ยวข้องจึงได้บุญมาก   เพราะเท่ากับช่วยกันทำให้คนทั้งโลก ได้มีระบบสุขภาพที่ครอบคลุมทั่วถึง และเป็นบริการที่ดี   ผมพลอยได้บุญไปกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

พูดง่าย แต่ทำไม่ง่าย เพราะสังคมซับซ้อน    และที่สำคัญคือธุรกิจที่ทำมาหากินกับบริการสุขภาพ   ที่หลายส่วนต้องการกำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประเทศอันเป็นส่วนรวม    และการใช้ยาและเทคโนโลยีราคาแพงก็อาจได้ผลน้อยไม่คุ้มค่า   

ประเทศที่เป็นตัวอย่างที่เลวคือสหรัฐอเมริกา    ซึ่งมีเทคโนโลยี โรงพยาบาล และบุคลากร ที่ดีที่สุดในโลก   แต่เป็นระบบ UHC ที่เลว   เพราะยังมีประชาชนกว่า ๔๐ ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพ   และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงลิ่วถึง 17% GDP และกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ   บริการสุขภาพที่แพงนี้สร้างความอ่อนแอให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ   ท่านที่สนใจรายละเอียดอ่านได้ที่นี่     ในขณะที่ประเทศไทยเราประชากรกว่าร้อยละ ๙๙ ได้รับประกันสุขภาพ   แม้แต่แรงงานต่างชาติหรือที่เรียกว่าคนไร้รัฐ เราก็ยังดูแล

แต่ประเทศไทยก็ต้องไม่ประมาท ต้องตั้งสติด้วยความรู้ที่ซับซ้อนหลากหลายด้าน   เพื่อใช้ทรัพยากรด้านสุขภาพอย่างพอเพียง อย่างมีเหตุมีผล และอย่างมีปัญญา    นี่คือที่มาของประเด็นทางวิชาการ และทางนโยบายที่จะนำมาประชุมกันในช่วงสองวันครึ่งนี้

บริการสุขภาพที่ดี ต้องเป็นบริการเชิงรุก คือเน้นงานสร้างเสริมสุขภาพ และงานป้องกันโรค   ไม่ใช่เน้นตั้งรับโดยการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว หรือลุกลามมากแล้ว   และต้องเป็นระบบที่สร้างข้อมูลและสารสนเทศเอาไว้ใช้ในการปรับตัวเอง   คือเป็น Learning Systems นั่นเอง    โดยที่ต้องมีนักวิชาการและสถาบันวิชาการทำหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการแต่ละอย่าง

ขอย้ำด้วยความภูมิใจว่า ระบบสุขภาพของไทยเราได้รับยกย่องว่าเป็นระบบที่ดี   แต่เราก็ยังมีประเด็นให้ปรับปรุงได้อีกมาก   หัวใจสำคัญที่สุดคือความเป็นธรรม (equity) ครับ

วิจารณ์ พานิช

๓ ม.ค. ๕๕