ถึงแม้ว่าในครั้งนี้ ดิฉันจะไม่ได้เป็นผู้เข้าร่วมอบรม KM Facilitator เนื่องจากมีหน้าที่เป็นผู้จัดการอบรม KM Facilitator ให้แก่บุคลากรสายสนับสนุนของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็เคยได้เข้าร่วมอบรม KM Facilitator มาก่อนแล้ว โดยเข้าร่วมกิจกรรมที่กองพัฒนาคุณภาพได้จัดขึ้นมา ซึ่งในครั้งนั้นทำให้ได้พบกับวิทยากร คือ รองศาสตราจารย์ นพ.จิตเจริญ ไชยาคำ และรู้สึกว่าอาจารย์มีวิธีการอบรมที่ดี สนุก ไม่น่าเบื่อ ทำให้รู้สึกไม่เครียด สุดท้ายก็ทำให้เข้าใจว่าการเป็นคุณอำนวยที่ดีนั้นจะต้องทำตัวตนอย่างไร และต้องมีทักษะที่สำคัญอะไรบ้าง มาครั้งนี้ดิฉันตัดสินใจว่าต้องจัดอบรม KM Facilitator ให้กับบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ทั้งสายสนับสนุน และสายวิชาการ เพราะคิดว่าคณะพยาบาลศาสตร์มีหลายหลายภาควิชาและสำนักงาน คณะกรรมการ KM ที่มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่คน คงไม่สามารถทำให้คณะพยาบาลศาสตร์มีการจัดการความรู้ที่ดี เพื่อที่จะก้าวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน ถ้าภาควิชาและสำนักงานมีคุณอำนวยที่ดี ภาควิชาและสำนักงานนั้นๆ ก็จะมีบุคคลที่จะช่วยนำพาให้เกิดการจัดการความรู้ที่ดี อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาตนเองเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อีกด้วย
การอบรมในครั้งนี้ มีแก่นสาระที่ดีๆ จากวิทยากรที่จะมาเล่าสู่กันฟัง เป็นการถอดบทเรียนสิ่งที่เรียนรู้มาตลอด 2 วัน พบว่าการสร้างคุณอำนวยเพื่อให้การดำเนินกิจกรรม KM ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งที่คุณอำนวยจะต้องปฏิบัติเป็นลำดับแรกคือ จะต้องลดความเป็นตัวตนของตนเองลง และคิดเชิงบวกโดยมองว่าต้องถ่ายทอดความรู้ที่มีในตนเองให้กับผู้ร่วมงานเพื่อให้เขาเป็นผู้สืบทอดความรู้ที่มีอยู่ต่อไป เพราะหัวใจสำคัญของ KM คือ การนำความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนรู้ในกลุ่มที่ทำงานร่วมกัน มาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการพัฒนาการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นไปการจัดการความรู้อย่างธรรมชาติ มีหลักคิดคือ เคารพในความเป็น “ฅน” มีอะไรดีในตัวตนเจ้าของ และหลักปฎิบัติคือนำประสบการณ์ของเจ้าของมาเล่าสู่ “ลปรร= แลก เปลี่ยน เรียน รู้ กู่สร้างสรรค์” ผ่านการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น AAR (After Action Review), BAR (Before Action Review), CoP (Community of Practice), Blog, Dialogue, SST (Success StoryTelling), World Café’ ฯลฯ
การถอดบทเรียน (Lesson Learn) เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความรู้ เพราะปรัชญาในการถอดบทเรียน คือ เมื่อใดก็ตามที่ลงมือปฎิบัติ เมื่อนั้นต้องได้ความรู้เมื่อใดที่เสร็จสิ้นการปฎิบัติ เมื่อนั้นต้องได้รับความรู้เพิ่มขึ้น และเมื่อใดมีการปฎิบัติอีก เมื่อนั้นต้องมีความรู้คู่การปฎิบัติ และต้องทำได้ดีกว่าครั้งก่อนๆ เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการถอดบทเรียนจึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการทำงานของฅน/ตน/กลุ่ม/งาน/องค์กร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Onwards improvement) และที่สำคัญจะต้องฟังแบบสุนทรียสนทนา (Dialogue) ดังนั้นการใช้ dialogue จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งของ KM ที่จะช่วยให้เกิดกระบวนการของการเรียนรู้ ซึ่งกระบวนการ dialogue นั้นต้องมีคุณอำนวย คือผู้ที่เป็น Facilitator รวมทั้งต้องมีคุณลิขิตที่ทำหน้าที่บันทึกสิ่งต่างๆ ที่เป็นสาระที่ได้จากการ dialogue นั้นสุดท้ายเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการสร้าง KM ให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือ Refection นั่นคือการมองตนเองให้ออก, บอกตนเองให้ได้, ใช้ตนเองให้เป็น
เรื่องที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การที่จะเป็นคุณอำนวยที่ดีนั้นต้องมี ทศพักตร์ สมรรถนะ คุณอำนวย 10 competencyคือการเป็นนักขายฝันเพื่อสร้างความเข้าใจ และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการจัดการความรู้ที่เนียนไปกับเนื้องานประจำ เป็นวิศวกรกระบวนการเรียนรู้โดยร่วมออกแบบโครงสร้างของกระบวนการเรียนรู้ในองค์กร เป็นนักสร้างบรรยากาศที่สามารถสร้างบรรยากาศที่ดี มีความเป็นกันเอง และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ลื่นไหลไปตามธรรมชาติเพื่อการเรียนรู้ เป็นนักจัดเวทีที่มีทักษะในการตั้งคำถาม จับและสรุปประเด็นได้ เป็นที่ปรึกษาที่รู้จักเครื่องมือช่วยพัฒนาการเรียนรู้ที่หลากหลาย สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับบริบท และกลุ่มเป้าหมาย เป็นนักไอทีที่สามารถนำ IT มาประยุกต์ใช้ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เผยแพร่ความรู้ได้อย่างเป็นระบบและทรงพลัง เป็นนักวิเคราะห์ที่สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมองค์กร ทั้งก่อนและหลังการใช้ KM เป็นนักประเมินผลที่จะต้องคอยติดตามประเมินการทำงานเป็นระยะๆ และสามารถนำข้อมูลย้อนกลับมาใช้ปรับการทำงานได้ เป็นนักสร้างเครือข่ายที่สามารถผลักดันให้เกิดเครือข่ายในลักษณะของ “ชุมชนนักปฏิบัติ (CoPs)” และสุดท้ายก็คือ เป็นนักพัฒนาที่รู้จักหลักการให้รางวัลการชมเชย ยกย่อง เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
ท้ายที่สุดสิ่งที่เราได้ทำมาทั้งหมดก็จะส่งผลให้องค์กรของเรามีระบบการจัดการความรู้ที่ดี ผ่านการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย และสามารถก้าวข้ามไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งวิทยากรฝากทิ้งท้ายไว้ว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ (The Learning Organization)เป็นองค์กรที่ทุกๆ คนค้นพบวิธีการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จากประสบการณ์ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง และนำประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับ/ปรุง/ต่อยอดพัฒนา ตน/ฅน/งาน/องค์กร เพื่อบรรลุความเป็นตัวตน พันธกิจ ขององค์กรนั้นๆ ดังนั้น พวกเราทุกคนพร้อมหรือยังที่จะทำให้องค์กรของพวกเรากลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ได้อะไรจากการอบรม KM Facilitator: จากใจผู้จัดการอบรม
KM Facilitator
5 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
บุญช่วย · 3 ม.ค. 2555
คุณมะเดื่อ · 3 ม.ค. 2555
แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช · 3 ม.ค. 2555
ลายฟ้า · 3 ม.ค. 2555
augustman · 3 ม.ค. 2555
สวัสดีค่ะ มาเรียนรู้การเป็นคุณ Fa ด้วยคนค่ะ
ถอดบทเรียนได้ละเอียดมากเลย
ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องเล่าดีๆ นะคะ
ยินดีค่ะ จริงๆ แล้วทีมของเราถอดเป็นเล่มเลยค่ะ ถ้าเสร็จแล้วจะโพสต์บนเว็บไซต์นี้น่ะค่ะ
http://www.elearning.ns.mahidol.ac.th/km/
อย่าลืมติดตามน่ะค่ะ
ขอบคุณ อ.ขจิต มากเลยค่ะ ที่แบ่งปันเรื่องดีๆ
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ค่ะ
ขอส่งความสุขด้วยคำกล่าวว่า สุขสันต์ วันปีใหม่ และทุกวันคืนตลอดไปนะคะ...น่าสนใจ CoPsนะคะ...
แวะมาให้กำลังใจ ก่อน สมศ เข้ามาตาม KPI ใจไม่ได้สั่งมาครับท่าน
ขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ ทำให้มีกำลังใจในการทำงานมากเลยค่ะ
วันที่ 17-18 กค อาจารย์ได้ไปงาน Thai-Pod ไหมครับ
ยังไม่ได้สมัครเลยค่ะ ดูน่าสนใจอยู่เหมือนกันน่ะค่ะ