เพราะภาพนี้ได้รับการคัดเลือกมากกว่าหนึ่งครั้ง จึงประสงค์จะบันทึกเรื่องราวของภาพไว้ให้เห็นที่มาที่ไปสักหน่อย เพราะภาพแต่ละภาพมีเรื่องราวนั่นเอง

 

ช่วงกลางปี 2544 - ต้นปี 2554 ที่ทำงานอยู่มุกดาหารแต่มีบ้านอยู่ขอนแก่น จึงเดินทางทุกวันหยุดระหว่างขอนแก่นกับมุกดาหาร  ระยะทาง 250 กม. ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ เส้นทางนี้จึงคุ้นชินดี เมื่อมาเข้าสู่ชมรมคนรักมวลเมฆ ก็ใช้เวลาระหว่างการเดินทางนี้ขับรถไป เหลือบดูท้องฟ้าไป เมื่อเห็นเมฆสวยๆผมก็หยุด ถ่ายรูป เพราะส่วนใหญ่เดินทางคนเดียว เวลาจึงเป็นของเราเต็มที่

 

วันนั้นเป็นวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2553 ผมเดินทางกลับบ้านขอนแก่น ผมเลือกใช้เส้นทาง มุกดาหาร-กุฉินารายณ์-โพนทอง-ยางตลาด-ขอนแก่น เมื่อมาถึงทางแยกกุฉินารายณ์ไปโพนทอง เส้นทางนี้ชาวบ้านจะปลูกอ้อยกันมาก เพราะมีโรงงานน้ำตาลมิตรผลตั้งอยู่ เป็นช่วงเข้าสู่ระยะปลายฤดูฝนแต่ก็ยังมีเมฆมาก เวลา 5 โมงเศษแล้ว ผมสังเกตเห็นท้องฟ้าทางตะวันตกมีกลุ่มเมฆก้อนใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีลักษณะคล้ายหมวกเมฆ จึงหยุดรถข้างทาง แล้วคว้ากล้องตัวโปรดลงไปที่ไร่อ้อยข้างทางนั่น เฝ้ามองว่ามีหมวกเมฆที่ต้องการชัดเจนเพียงพอที่จะเก็บรูปหรือไม่

แล้วก็เห็นหมวกเมฆก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วที่ท้องฟ้าตะวันตกอันไกลโพ้น แปลกตามากไม่เคยเห็นหมวกเมฆลักษณะนี้มาก่อน กดชัดเตอร์ไม่อั้น จนการซูมรูปหลายครั้งยังไม่คมชัดดีพอ ทำให้ภาพออกมาเบลอไปหลายรูป  ด้วยการที่การก่อตัวและเปลี่ยนแปลงหมวกเมฆเร็วมาก จึงพยายามเก็บภาพให้ได้มากที่สุด  ปกติจะเห็นหมวกเมฆทรงอื่นไม่ใช่แบบนี้ และมักเกิดบนยอดสูงสุดของก้อนเมฆ แต่นี่เกิดบนก้อนลูกเมฆมากกว่า และมีลักษณะแปลกตา

เขาเปลี่ยนแปลงรูปทรงเร็วอย่างที่เราพบบ่อยๆ เพียง 1-2 นาทีเท่านั้นภาพก็เปลี่ยนไปหมด มันช่างสะท้อนสัจธรรมของศาสนาที่ว่า เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป เมื่อน้อมนำธรรมชาติเข้าสู่ความจริง เราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆกับการชื่นชมความงดงามของท้องฟ้า ธรรมะอยู่รอบตัวเรานี่เอง อยู่ในตัวเรานี่เอง ก็เราเกิดขึ้นตั้งอยู่และก็จะต้องดับไปในที่สุด ใครทำความดีไว้ก็ทิ้งความดีให้โลกสรรเสริญ เหมือนธรรมชาติท้องฟ้าทิ้งความสวยงามของหมวกเมฆให้เราได้เก็บไว้ชื่นชม

ภาพสุดท้ายของหมวกเมฆชุดนี้แสดงให้เห็นฐาน หรือโครงร่างที่หมวกเมฆเกิดขึ้น และเกาะไว้นั้นมีลักษณะเป็นเช่นไร เหมือนโครงกระดูกของร่างกายเราหลังสิ้นลมปราณไปแล้วนะ แต่ฐานของหมวกเมฆน่าชมมากกว่า หากเป็นร่างกายคนก็เอาไว้ทำ อสุภกรรมฐาน ปลงเสียเถิด..... สิ่งสวยงามเป็นของสมมติ ชั่วคราวเท่านั้น

ทำให้นึกถึงว่า ความสวยความงามนั้นพอหาได้ แต่ความสวยความงามที่มีสาระนั้นยิ่งงดงามมากกว่า.. เพียงแต่เราเข้าถึงด้านในของธรรมชาตินั้นๆ

มองเมฆแล้วมองตัวเองอ่ะ..