การกักด่านของตำรวจนี้นอกจากจะทำให้เกิดอันตรายบนท้องถนนแล้ว ยังเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วยนะครับ เพราะทำให้ค่าโสหุ้ยในการขนส่งสูงขึ้น

ขับไปบ่นไป (๒..ว่าด้วยด่านตำรวจต่อไป)

 

ตอนผมกลับมาอยู่ประเทศไทยใหม่ๆ หลังจากที่พำนักอยู่ในสรอ. ๑๘ ปี..อย่าหาว่าดจร.เลย แต่ผมมีปัญหากับด่านตำรวจไทยเรามาก เนื่องเพราะไม่เคยชินกับระบบ

 

จู่ๆพี่ท่านก็เอาสามเหลี่ยมมีไฟนิออนมาวางกีดขวางการจราจรไว้กลางถนน ขับมาดึกๆ ผมงงว่ามันอะไรหว่า เบรกพรืดหัวทิ่มบ่อยๆ และเกือบเสยไอ้วัตถุประหลาดนี้ก็บ่อย

 

ส่วนอีกหลายด่านนั้นพี่ตำรวจท่านเอาสิ่งกีดขวางมาบีบถนนให้ซิกแซ็ก จากสองเลนเหลือเลนเดียว บางทีจากสามสี่เลนเหลือเลนเดียว รถติดกันยาวเหยียดพี่ท่านก็ไม่สนใจความเดือดร้อนประชาชนหรอก อ้างว่าจะตรวจยาเสพติดลูกเดียว (แต่พวกเบนซ์บีเอ็มผ่านหมด ซึ่งพวกขนยาบ้ามันคงพอรู้อยู่หรอกว่าจะขับรถอะไรดีจึงจะฝ่าด่านไปได้)

 

ส่วนพวกรถบบรรทุก ปิ๊คอัพ ส่วนใหญ่ถูกเรียกจอด  ผมสัมภาษณ์รถบรรทุกมาหลายราย ต่างบ่นกันระนาว เช่น รถปิ๊คอัพขนผักมาส่งในกทม. บอกว่ากว่าจะล่องมาจากเหนือถึงกทม. ต้องผ่านประมาณ 20 ด่าน ค่าผ่านมาตรฐานคือ 100 บาท แกไม่มีให้ก็ต่อรอง บางทีต่อเก่งเหลือ 20 บาทก็มี ยามยากไม่มีเงินแกก็เตรียมห่อผักใส่ถุงไว้เป็นค่าผ่านด่าน คือ หมดเงินจริงๆ ก็ต้องใช้วิธีนี้ เช่น หัวกระหล่ำปี หัวฟักทอง เป็นต้น

 

ผู้ค้าอีกรายให้การว่าต้องเลิกกิจการค้าของโบราณเพราะสู้ด่านตำรวจไม่ไหว แต่พอหันมาค้าขายอย่างอื่น ก็ถูกตามรังควาญให้บริจาคบ่อยครั้งมาก อ้างว่าเอาไปเลี้ยงส่ง เลี้ยงรับนายที่โยกย้ายกันบ่อยครั้งมาก หรือเอาไปจัดงานวันสำคัญต่างๆของหน่วยงาน

 

การกักด่านของตำรวจนี้นอกจากจะทำให้เกิดอันตรายบนท้องถนนแล้ว ยังเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วยนะครับ เพราะทำให้ค่าโสหุ้ยในการขนส่งสูงขึ้น ซึ่งพ่อค้าผัก หมู ไก่ ปลา เขาก็ต้องบวกราคาเพิ่มอยู่ดี เป็นการผลักภาระมาให้ผู้บริโภคนั่นเอง อีกทั้งยังทำให้ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศลดลงด้วย เพราะเมื่อราคาสูงขึ้นก็ส่งไปขายแข่งกับต่างประเทศลำบาก กระทบถึงการส่งออกไปโน่น

 

เวลาในการเดินทางขนส่งสินค้าก็เพิ่มขึ้น ทำให้เปลืองเวลา ค่าแรง และเปลืองน้ำมันรถมากขึ้น ส่วนเบรกรถก็สึกมากขึ้น เครื่องยนต์ที่ต้องจอดๆ เร่งๆ (แทนที่จะวิ่งเรียบๆ) ก็สึกหรอมากกว่าปกติ ทำให้ต้องเสียค่าโสหุ้ยในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์มากขึ้น  ทั้งหมดนี้มันไปเพิ่มราคาสินค้าทั้งสิ้น พวกผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ท่านคงไม่ตระหนักในประเด็นเหล่านี้หรอก

 

สังเกตได้ว่า ภาคอีสานมีด่านมากที่สุด รองไปคือเหนือ รองไปคือกลาง ส่วนภาคใต้และตะวันออกมีด่านน้อยที่สุด ..ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า “ทำไม” ...ผมวิเคราะห์ว่ามันเป็นไปตามรายได้ส่วนท้องถิ่น ผมเห็นว่าปริมาณด่านแปรผกผันกับรายได้ของท้องถิ่น กล่าวคือ ภูมิภาคที่มีรายได้สูง (ใต้และตะวันออก) มีด่านตำรวจน้อยกว่าภูมิภาคที่ยากจนนั่นเอง (เหตุผลที่ลึกกว่านี้ท่านผู้อ่านลองนึกเดาเล่นกันสิครับ อย่าให้ผมเฉลยหมด เดี่ยวหมดสนุก อิอิ)

 

นอกจากด่านตำรวจแล้วยังมีด่านชั่งน้ำหนักของกรมการขนส่งทางบก (สร้างมาจากภาษีราษฎร เงินเดือนปฏิบัติการก็ภาษีเรา)   ..นัยว่าเอาไว้ชั่งรถบรรทุกเพื่อป้องกันถนนเสียหาย   ซึ่งเราท่านก็รู้กันดีว่ารถบรรทุกส่วนใหญ่มันบรรทุกเกินทั้งนั้น และเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ต้องบรรทุกเกินก็เพื่อทำกำไรชดเชยจากการที่ถูกด่านตำรวจรีดไถนั่นแหละ ...แต่ช้าก่อน ลองคิดดูทีสิว่า ถ้ารถส่วนใหญ่บรรทุกเกิน แล้วรถทุกคันต้องเข้าชั่งน้ำหนักที่ด่านชั่ง แล้วไฉนเราท่านไม่เคยเห็นรถบรรทุกสักคันที่ถูกกักด่าน (ไม่ให้ผ่านด่านไปได้) เห็นเข้าชั่งแล้ววิ่งออกมาฉลุยทุกคัน 

 

แถมรถบรรทุกคันใหญ่ๆ พวกนี้เวลาเข้าด่านออกด่านมันอุ้ยอ้าย ผนวกกับมารยาท จริยธรรมของคนขับรถพวกนี้เข้าไป ก็ก่อเกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้งมาก

 

ความผิดใครดีล่ะครับ รัฐหรือประชาชน

 

...คนถางทาง (๓๐ ธค. ๕๔)