ต่อจากบันทึกนี้ครับ...ใจหายให้ซื้อใหม่ทุกกรณี...พิษณุโลก...สุโขทัย...(6)
เวลา 17.30 น.
ผมมาถึงจังหวัดพิษณุโลกแล้ว...ผมมองไปทางไหน...เห็นป้ายการท่องเที่ยวที่แนะนำไหว้พระในวัดหลายแห่งในตัวจังหวัด
เมื่อผมมาถึงที่พัก...ผมพักไม่ไกลจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเลยครับ ผมมองเห็นวัดไกลไกล...และรู้สึกอยากเดิน...ไปเรื่อย ๆ
ผมถามไถ่เส้นทางกับผู้คนพิษณุโลกที่เดินผ่านผม...ทุกท่านใจดี..เอื้อเฟื้อ...ยิ้มแย้มแจ่มใส...ทำให้โลกของผมสดใสขึ้นทันใด
ผมผ่านสิ่งก่อสร้างของวัด...พระพุทธรูปที่ใหญ่โตสวยงาม...ที่คงร่องรอยความยิ่งใหญ่ในอดีต...ความศรัทธาในพระธรรมของบรรพชน...จนผมอดยกมือไหว้เมื่อเดินผ่าน
ผมเดินมาเรื่อย ๆ พร้อมความอิ่มเอมใจ...และแล้วเบื้องหน้าของผม...พระพุทธชินราช..ดูสง่ามีมนต์ขลัง...เหลืองอร่ามเรืองรอง
ผมนั่งลงกราบตั้งแต่หน้าประตู...เวลาหกโมงเย็นแล้ว...ลมเย็น ๆ ค่อนไปทางหนาว...แดดเริ่มโรยแสง...มีผู้คนมากมายภายในโบสถ์..กำลังรอทำวัตรเย็น
โอกาสดีของผมที่ได้นั่งสวดมนต์และทำวัตรเย็นด้วย...ความสงบเริ่มเกิดขึ้นแทนความเมื่อยล้าในการเดินทางมาทั้งวัน
เมื่อเสร็จแล้ว...ผมก็นั่งมองพระพุทธชินราชสักพัก...เป็นบุญที่ได้มาถึง...
แล้วก็มีโอกาสเสี่ยงเซียมซี ที่อยู่ตรงหน้าผม...ผมได้ใบทำนายที่เป็นมงคลมากมายครับ
ถือเป็น ส.ค.ส. ของผม ที่ขอมอบให้ทุกท่านนะครับ...ไม่ว่า จะเป็นปี 2555 ที่จะมาถึง แต่ขอให้คำทำนายไม่มีวันหมดอายุนะครับ
การเขียนบันทึกของผมในโกทูโน...
เป็นการฝึกวินัยสำหรับผมมาก เพราะผมไม่ชอบการเขียนและเล่าเรื่อง
ต้องขอบคุณทุกท่านที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมีโอกาสได้เรียนรู้และเติบโตพร้อมกับทุกท่าน
ผมเข้ามาก็กลัวว่าสิ่งที่เขียนจะไม่มีสาระพอที่จะจัดการเรียนรู้
แต่เข้ามาแล้ว...ก็อดเล่าถึงชีวิตของผม และครอบครัวผมด้วยไม่ได้
คงเป็นเพราะอ่อนด้อยเชิงวิชาการ...แต่ใจก็อยากจะเขียนครับ
และเรื่องราวทั้งหมดที่เขียนและเล่าเรื่อง ล้วนเกิดขึ้นจริงและเป็นจริง
หากจะมีไม่จริงก็คงมีเพียงหนึ่งส่วนในร้อยส่วนเท่านั้น
ผมไม่มีอะไรจะพูดส่งท้ายปี...นอกจากคำว่า..."ขอบพระคุณครับ"
ขอบคุณครับขอบคุณทุกอย่าง
มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเคยเลิกหยุดเขียนบันทึกหลายครั้ง
แต่ในใจยังได้ยินเสียงกระซิบลอยลมมาเสมอ ๆ
ว่า "...อย่าหยุดเขียนนะ..."
คงเป็นเสียงกระซิบของคนในบ้านหลังนี้นะครับ
ขอบคุณครับ
ส.ค.ส.ของผม...ขอมอบให้ทุกท่านนะครับ
เรื่องที่ไม่จริงก็คงมีเพียงหนึ่งส่วนในร้อยส่วน นั่นก็คือ...ทิมดาบ-ลูกชายของผมจะเรียกผมว่า "เตี่ย" ...เพราะผมคิดถึงเตี่ย...เตี่ยของผมยังอยู่ในใจของผมเสมอ แม้จะจากผมไปหลายปี...ผมจึงให้ลูกชายเรียกผมเช่นเดียวที่เรียกเตี่ยครับ....
(แต่ในบันทึกของผม...จะเขียนจากคำว่าเตี่ยเป็น..."พ่อ"...ครับ)
ภรรยาของผม... สื่อสารถึงผมก่อนไปทำงานเช้าวันนี้...เพราะรีบไปขึ้นเวรครับ
สาส์นรักถึงเตี่ย .. น่ารักหลายๆ เด้อค่า :)
บันทึกนี้จริงใจเป็นธรรมชาติ
ไม่เกินขาดแต่งแต้มเมีสีสัน
อ่านเพลินเจริญจิตเป็นนิรันดิ์
สารพันสรรมาเล่าในทุกกาล
สวัสดีค่ะน้องทิมดาบ
พูดถึงพิษณุโลก คิดถึงพี่คิมนะคะ
ชอบงานเขียนของน้องนะ จะติดตามค่ะ
เป็นกำลังใจให้เสมอ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
แวะมาบ้านผมแต่เมื่อไรเนี้ย....
อาจารย์บรูซ แกวตั้น หัวหน้าวงฟองน้ำ สมัยหนุ่มๆเคยสอนดนตรีอยู่ที่พิษณุโลก ท่านเล่าว่าชอบมานั่งในโบสถ์หล่องพ่อพุทธชินราช ท่านเป็นคริสเตรียนที่เคร่งครัด แต่ว่าหลวงพ่อนั้นงดงามเหลือเกิน มองได้ไม่เบื่อ เพราะแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลาท่านงดงามแตกต่างกันไป เรื่องนี้เพราะว่า โบสถ์ของวัดโบราณในสมัยสุโขทัยนั้นไม่ได้หันไปทิศตะวันออกแบบคติความเชื่อปัจจุบัน แต่หันไปทางแม่น้ำ โบสถ์หลวงพ่อกันไปทางทิศตะวันตะวันตก และด้านข้างมีช่อแสง จึงไม่แสงตะวันสาดส่องเข้ามาทุกช่วงเวลาจากเช้าจดเย็น แสงตะวันจะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆตามวันและเวลา มุมก็เปลี่ยนไป ทำให้องค์พระส่องประกายแตกต่างกัน จึงมองไม่ได้เบื่อ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆที่แสงแดดเปลี่ยนเป็นสีทองแดงท่านจะส่องประกายสุกใสดั่งรัตณมณี แต่วันนี้ช่องแสงถูกปิดและนำหลอดไฟมาส่ององค์พระ เสน่ห์และความงามเมื่ออดีตก็เลยหายไป นอกจากนี้หลังการปฏิสังขรลงลักษณ์ปิดทองใหม่ ดูท่านไม่เปล่งปลั่งเหมือนอดีต ช่างยุคใหม่สู้ช่างโบราณไม่ได้เลย น่าเสียดายที่คนรุ่นหลังไม่ได้เห็นว่าพระปฏิมาที่สวยที่สุดในโลกนั้นเป็นเช่นไร แต่ท่านก็ยังคงงดงามอย่างศิลปะไทยแท้ๆอยู่ครับ ผมแค่...เสียดาย