ในออสเตรเลียนั้นมีวัฒนธรรมอยู่ด้วยกัน 2 อย่างคือวัฒนธรรมชาวพื้นเมืองและชาวยุโรป โดยเริ่มมีมนุษย์มาอยู่อาศัยในทวีปออสเตรเลียแต่แรกเริ่มจริงๆคือระยะเวลาระหว่าง 42,000 – 48,000 ปีมาแล้ว[1] เป็นไปได้ว่าพวกที่อพยพเข้ามานั้น จะเข้ามากันในบริเวณคอคอดเล็กๆ (Land Bridge) บริเวณทางตอนเหนือของทวีป ซึ่งสามารถใช้เรือเล็กๆเดินทางเข้ามาได้ รวมทั้งบริเวณที่สามารถข้ามทะเลเข้ามาในทวีปซึ่งมีขนาดเล็กและตื้นเขินมากๆ (short sea crossing) ก็มีในบางพื้นที่ที่สามารถเดินทางเข้ามาได้เช่นกัน ในทางตอนบนของทวีปต่อมาเราเรียกว่าดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้อาศัยระยะแรกเริ่มนั้นอาจจะมาจากบรรพบุรุษของชนพื้นเมืองออสเตรเลียรุ่นใหม่ มีการบันทึกไว้ว่าในปี ค.ศ. 1788 มีประชากรชาวอะบอริจินจำนวน 300,000 คน แต่พอมาใน ค.ศ. 1901 ลดเหลือเพียง 66,000 คน[2] และในปี ค.ศ. 1921 มี 60,000 คนเท่านั้น ปัจจุบันชาวอะบอริจินเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนประชากรเพียงร้อยละ 2 ทั้งนี้ตัวเลขนี้รวมพวกลูกผสมแล้วด้วย ชะตากรรมอันแสนเศร้าของชาวอะบอริจิน ก็เช่นเดียวกับชนพื้นเมืองอื่นๆ คือเกิดจากลัทธิล่าอาณานิคม ผลกระทบของการถูกขับไล่ออกจากถิ่นฐานประกอบกับนโยบายของรัฐของชนผิวขาวที่กดขี่และทำลายล้างวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินปรากฏอย่างต่อเนื่อง           

          เชื่อกันว่า บรรพบุรุษของชาวอะบอริจิน อพยพมาจากอินโดนีเซีย[3] มาตั้งถิ่นฐานที่ทวีปออสเตรเลียเมื่อห้าพันกว่าปีที่ผ่านมา ชาวอะบอริจินอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มครอบครัวขยาย คือมีบรรพบุรุษร่วมกัน และมีขนบประเพณีที่เชื่อมโยงกันระหว่างคนและดินแดนที่อาศัย มีความเชื่อถือในเรื่อง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ชาวอะบอริจินเชื่อว่า เป็นสถานที่ที่วิญญาณจะเดินทางกลับไปอยู่หลังจากตายไปแล้ว ซึ่งลูก หลาน หรือสมาชิกในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะประกอบพิธีกรรมแสดงความเคารพ เพื่อเป็นเกียรติแก่วิญญาณบรรพบุรุษ มีความเชื่อว่า วิญญาณของบรรพบุรุษจะคอยคุ้มครอง ปกป้องรักษาเผ่าของตนสืบไป ไม่ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติ หรือโรคภัยที่ลึกลับชาวอะบอริจินมีหลากหลายเผ่า บ้างก็ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นหลักแหล่ง บ้างก็ดำรงชีวิตตล้ายกลุ่มชนเร่ร่อน บทบาทของฝ่ายชาย คือ การเป็นนักล่า และพิทักษ์รักษากฎหมายของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงจะคอยดูแล เลี้ยงดูเด็ก หุงหาอาหาร ซึ่งฝ่ายหญิงก็จะมีกฎและพิธีกรรมเฉพาะของตนเช่นกันชาวอะบอริจินรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มต่า มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ และฤดูกาลของพืชชนิดต่างๆ ไม่ล่าสัตว์หรือเก็บเกี่ยวพืชผลจนถึงขนาดที่จะนำไปสู่การสูญพันธุ์ นับได้ว่าชาวอะบอริจินเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติโดยแท้ชาวอะบอริจินยุคแรกมีการค้าขาย แลกเปลี่ยนสินค้าเช่นเดียวกัน บูมเมอแรงและดินเหลือง นับเป็นสินค้าที่สำคัญ ก้อนหินหรือเปลือกหอยที่หายากและมีความสำคัญทางพิธีกรรม ก็เป็นอีกอย่างที่มีการแลกเปลี่ยนกัน

               สตีเฟน การ์ตัน (Stephan Garton) ใน Australian Studies : A Survey (1991)[4] กล่าวไว้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความพยายามที่จะเปลี่ยนชาวอะบอริจินให้“เจริญ”ขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ“ทำให้เป็นคนผิวขาว”รวมทั้งเปลี่ยนจากคนนอกรีตให้หันมานับถือคริสต์ศาสนา มีการก่อตั้งโรงเรียนและสำนักสอนศาสนามากมายเพื่อสอนชาวอะบอริจิน แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะชาวอะบอริจินหากไม่หนีไปก็ต่อต้าน งานเขียนของชาร์ล ดาร์วินที่แพร่หลายในขณะนั้นมีส่วนทำให้คนผิวขาวเชื่อว่า ชนเผ่าอะบอริจินเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไม่อาจพัฒนาได้ และจะต้องสูญพันธุ์ในที่สุด ต่อมาในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในท่ามกลางลัทธิเหยียดผิวนั้น ชาวอะบอริจินได้กลายมาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมบางประเภท ที่สำคัญคือแรงงานในไร่และปศุสัตว์ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย นายจ้างผิวขาวสนับสนุนให้ชาวอะบอริจินรวมอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ที่ไม่ได้รับ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลและสำนักสอนศาสนา เป็นการบังคับทางอ้อมให้ชาวอะบอริจินเหล่านี้ต้องมาเป็นลูกจ้างรายได้ต่ำใน ปศุสัตว์เหล่านี้เพื่อความอยู่รอด ปัญหาที่ตามมาคือ ชาวอะบอริจินไม่ได้สูญพันธุ์ง่ายๆ ตามความคาดหวังของคนผิวขาวบางกลุ่ม ปรากฏว่าอัตราการเกิดของ “เด็กลูกครึ่ง” มากกว่าเด็กผิวขาว รัฐบาลจึงตระหนกตกใจว่าจะเกิดเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าทางพันธุกรรม (ตามความคิดแบบ white supremacy ที่คิดว่าคนผิวขาวคือเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่าชนเผ่าอื่น) จึงเกิดนโยบายแยกชาวอะบอริจินแท้ๆ ไปอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ส่วนเด็กลูกครึ่งหรือเด็กที่ผิวขาวกว่าชาวอะบอริจินแท้ๆ จะถูกพรากจากครอบครัวไปเลี้ยงดูในสถาบันต่างๆ เช่น สถานเลี้ยงดูเด็กของรัฐหรือของโบสถ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมระหว่างเผ่าพันธุ์อีก ดังนั้น ชาวอะบอริจินแท้ๆ จะถูกแยกไปและดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม แต่พวกลูกครึ่งจะถูก ‘กลืน’ เข้าไปในสังคมของคนผิวขาว นี่คือที่มาของนโยบายกลืนเผ่าพันธุ์



อ้างอิงข้อมูล

1. ประภัสสร บุญประเสริฐ, ประวัติศาสตร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์รุ่งศิลป์,2522)  หน้า4

2. Hiscock, Peter. (2008). Archaeology of Ancient Australia. Routledge: London P.25

3. อะบอริจิน เจ้าถิ่นออสเตรเลีย http://plan-travel.com/tour/australia/Aboriginal.html

4. http://lit.hum.ku.ac.th/Book/_3_1.htm (บทความเสนอในการสัมมนาระดับชาติเรื่องวรรณกรรมโพสต์โคโลเนียล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2546 เรื่อง ถิ่นฐานกับอัตลักของชาวพื้นเมืองอบอริจิน)