แพทย์ใช้ทุนโทรศัพท์มารายงานผมว่า

"สามีกับแม่คนไข้จะพากลับบ้าน แต่คนไข้ยังอยากจะรักษาต่อ

อยากให้อาจารย์ช่วยไปคุยกับคนไข้เรื่อง hope"

คนไข้เป็นผู้หญิงวัยทำงานอายุไม่ถึง 40 ปี เป็นมะเร็งปากมดลูก รักษาได้ไม่ถึง 6 เดือน ก็ลุกลามไปทั่ว ทั้งกระดูก เต้านม แล้วก็ปอด เพื่งจะผ่าตัดดามกระดูกที่หักไป แผลผ่าตัดเพิ่งจะหาย ตอนนี้เริ่มเหนื่อยมากขึ้นจนต้องใช้ออกซิเจน

ผมเจอคนไข้ครั้งแรกเมื่ออาทิตย์ก่อน ยังคุยกันสบายๆ เลยมีแผนจะฉายรังสีตรงเต้านมและกระดูกให้ แต่มาอาทิตย์นี้ คนไข้ทรุดเร็วมากจากอาการในปอด และตัดสินใจไม่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดแล้วด้วย

ผมดูรายงานแล้ว ก็รู้ว่า คนไข้คงลงมาฉายรังสีไม่ไหว และผมกำลังจะต้องขึ้นไป ทำลายความหวังสุดท้าย ที่เหลืออยู่ของคนไข้คนนี้ ซึ่งหวังว่าจะได้'ฉายแสง'จะได้หายปวดและกลับบ้าน

มันเจ็บปวดนะครับ

 


 

ผมขึ้นไปพบคนไข้ ซึ่งอยู่ในสภาพต้องนั่ง เพราะนอนราบไม่ได้ มีสายออกซิเจนทางจมูก และมีสามีกับแม่ดูแลอยู่ใกล้ๆ

ผมได้ความจากคนไข้ว่า ตอนนี้อาการที่ทรมานที่สุด ไม่ใช่เรื่องก้อน เรื่องปวด แต่เป็นเรื่องเหนื่อยหอบ ลำดับความสำคัญมันเปลี่ยนไปจากเมื่ออาทิตย์ก่อน แล้วก็มีเรื่องปวดมวนท้อง อยากจะถ่ายตลอดเวลาจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่ง

"ไม่ได้หลับเลยหมอ ตีหนึ่งครึ่ง ตีสองครึ่ง ตีสามครึ่ง ก็ต้องลุกมาถ่าย คนเฝ้าก็ไม่ได้นอน"

ผมเสนอว่า เรามาจัดการเรื่องที่ไม่สบายพวกนี้ก่อนดีมั้ย ก็เลยจัดการ "ล้วงก้น" เพื่อดูว่า มีอุจจาระแข็งๆที่บางทีมักจะคาอยู่ในทวารหนัก แต่เบ่งหรือถ่ายออกไม่หมด ทำให้รู้สึกอยากจะถ่ายอยู่เรื่อย

แต่ปรากฏว่า มีอุจจาระนุ่มๆ ไม่มีอุจาระแข็งค้างก้น ก็เลยขอให้พยาบาลช่วยสวนอุจจาระที่เหลือออกให้หมด

คนไข้ยังมวนท้องอยู่ ผมจึงรับปากว่าจะสั่งยาระงับปวดมวนท้องให้เพื่อบรรเทาอาการ

แล้วก็เข้าสู่ประเด็นว่า การฉายรังสีที่ก้อนคงจะรบกวนอาการเหนื่อยของคนไข้มากกว่าช่วย

คนไข้บอกผมเรียบๆว่า "ถ้าหมอบอกว่าไม่มีประโยชน์ ก็ไม่ต้องฉาย"

ผมก็ถามเธอต่อว่า "แล้วคิดจะทำอย่างไรต่อ" เพราะคนไข้ไม่รับทั้งยาเคมีบำบัดและ ฉายรังสีก็ไม่ช่วย และปฏฺิเสธเครื่องช่วยหายใจ ใส่ท่อทุกชนิดไว้กับแพทย์ใช้ทุนแล้ว

"อาจจะลองไปหายาต้ม ยาบ้านมาลองดู แล้วก็อยากให้หมอช่วยดูแลเรื่องอาการในท้อง มันทรมานจริงๆ"

 


 

ผมได้ข้อสรุปว่า เราจะช่วยกันดูแลอาการที่ไม่สุขสบาย เป็นเรื่องสำคัญ คนไข้ยอมรับ และเป็นความหวังหนึ่งที่พอจะเป็นไปได้

ระหว่างนั้น สามีที่ดูแลคนไข้เป็นอย่างดี ก็ตั้งคำถามกับผมว่า "อาการมวนท้องนี้ เกิดจากความเครียดได้มั้ยครับ หมอ"

เข้าทางผมเลย 

เลยได้คุยกันต่อเรื่องความรู้สึก ความเครียด กังวล ซึ่งคนไข้ก็ยอมรับระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้ขั้นแรก คือ..ยอมรับ ซึ่งคงมีเวลาคุยกันต่อ