ปัจจุบัน ความไม่ตั้งใจในความไม่ละเมียดและไม่เดียงสากับกระบวนการทางความคิด ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่า “เกียรติ” กับ “ความมั่งคั่ง” เป็นดุจดั่งคู่แฝด ถูกผูกติดยึดโยงเข้าด้วยกัน นัยคือ ถ้าหากมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุมากขึ้น ก็จะมีเกียรติมากขึ้น และถ้าหากมีความมั่งคั่งทางด้านวัตถุลดลงก็จะส่งผลทำให้เกียรติลดลงมาด้วย เสมือนหนึ่งเป็นการตีตราประทับรับรองให้ความมั่งคั่งทางวัตถุทำหน้าที่เป็นมาตรวัดมูลค่าแห่งเกียรติแทน “ความดี”

 

“หากปล่อยให้ความคิดของเราถูกจับเหวี่ยงเข้าไปในมายาคติแห่งเกียรติดังกล่าว ก็ไม่ต่างกับว่าตัวของเราได้มอบความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีไปให้กับ มิจฉาทิฏฐิ

 

 

 

 

 

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบชนิดนี้

สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น  เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้

เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ

 ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย   เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว   มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ

จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ

 ดวงจิต ที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา   และ เรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพิ่งมองแต่ความเจริญทางด้าน วัตถุ นั้นจิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆ กันนั้น เขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"

 สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (Buddha : ๕๘๖ – ๕๐๖ ปี ก่อน ค.ศ.)