แม้ว่าบ้านเราจะปลอดภัยจากน้ำท่วม แต่ผลกระทบหลายอย่างก็อาจจะทำให้เครียดได้เช่นกัน ลองมาสำรวจระดับความเครียดกันดีกว่า

"ความเครียด" เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุการณ์ไม่ปกติผ่านเข้ามาในชีวิต อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นกังวลเรื่องการสอบ หรือเรื่องใหญ่อย่างกังวลเรื่องน้ำท่วมบ้าน ความเครียดถ้าเป็นไม่นานหรือมีความรุนแรงไม่มากนักอาจจะเป็นประโยชน์ได้ค่ะ เช่น ถ้าเราเครียดเรื่องการสอบอาจจะช่วยกระตุ้นให้เราขยันอ่านหนังสือมากขึ้นได้ แต่ถ้าความเครียดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่หายไปเสียที อาจจะทำให้สุขภาพจิตแย่ลง ตามมาด้วยอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ หงุดหงิดง่าย หรือบางครั้งอาจจะทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลงก็ได้

อย่างไรก็ตาม ควรระลึกไว้เสมอว่าเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง ถ้าใครประสบกับตัวเองก็ต้องเครียดทั้งนั้นค่ะ ดังนั้นถ้าบ้านเราจมน้ำอยู่ เป็นธรรมดาที่เราต้องเครียดค่ะ ถ้าไม่เครียดสิน่าแปลก แต่ความเครียดเหล่านี้ไม่ควรจะรุนแรงจนกระทั่งทำให้เราเสียสุขภาพจิตค่ะ

ดังนั้นลองมาสำรวจระดับความเครียดด้วยตนเองกันดีกว่าค่ะ แบบทดสอบนี้ชื่อ ST5 ของกรมสุขภาพจิต ลองให้คะแนนแต่ะละข้อดูนะคะ

ข้อ 1 - ปัญหาการนอนที่พบได้บ่อยคือนอนไม่หลับค่ะ ชั่วโมงการนอนในแต่ละคืนอาจจะวัดไม่ได้ว่าเรานอนเพียงพอหรือไม่ วิธีที่ใช้สังเกตอาการนอนไม่หลับคือการสังเกตช่วงกลางวันค่ะ ถ้าเรานอนหลับไม่สนิท จะรู้สึกว่าง่วงเพลียมากในช่วงกลางวัน ต้องมากถึงขนาดไม่มีสมาธิทำงานหรือต้องนอนกลางวันหลายๆ ชั่วโมงเลยนะคะ นอกจากนั้นลักษณะการนอนไม่หลับก็มีหลายแบบ บางคนอาจจะเข้านอนแล้วรู้สึกว่าหลับยาก แต่บางคนก็หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืนได้

ข้อ 2 - สมาธิหมายถึงความจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งค่ะ ถ้าเราสมาธิไม่ดีอาจจะสังเกตได้จาก 2 อย่าง อย่างแรกคือระหว่างทำกิจกรรมใดอยู่ ถ้ามีเสียงกอกแกกเราจะรีบหันไปดูแล้วลืมงานที่ทำอยู่ไปเลย แบบนี้เรียกว่าวอกแวกง่าย อีกอย่างหนึ่งคือไม่สามารถทำกิจกรรมติดต่อกันนานๆ ได้ เช่น อ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ ทำไปสักพักก็ใจลองไปคิดเรื่องอื่นเสียแล้ว ปัญหาสมาธิอาจจะทำให้เราขี้หลงขี้ลืมได้ด้วยนะคะ

ข้อ 3 - หงุดหงิด กระวนกระวายใจ หรือว้าวุ่นใจ หมายถึงรู้สึกว่าอารมณ์ใจคอไม่นิ่งเท่าไร มีใครมาพูดอะไรนิดหน่อยก็โมโหง่าย หรือรู้สึกไม่สบายตัว ไม่มีความสุข อารมณ์เปลี่ยนเร็ว

ข้อ 4 - รู้สึกเบื่อเซ็ง หมายถึง มีความรู้สึกไม่สนุกเมื่อทำกิจกรรมที่เมื่อก่อนเคยทำแล้วมีความสุขมากกว่านี้ค่ะ จากเดิมดูละครแล้วสนุกแต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่สนุก ไ่ม่อยากดู หรือจากเิดิมชอบกินขนมแบบนี้แต่ตอนนี้เบื่อไปทุกอย่าง กินอะไรก็ไม่อร่อย

ข้อ 5 - ไม่อยากพบปะผู้คน หมายถึงจากเดิมเคยพูดคุยหรือออกจากบ้านไปทำกิจกรรม แต่อยู่มาวันหนึ่งกลับรู้สึกว่าไม่อยากเจอหน้าใคร ไม่อยากออกจากบ้านไปพบกับใคร หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

ถ้ามีอาการเหล่านี้เป็นประจำหมายถึงมีทุกวัน หรือเกือบทุกวันค่ะ บ่อยครั้งหมายถึงไม่ได้มาเกือบทุกวันแต่ก็บ่อยขึ้นกว่าแต่ก่อนจนเห็นได้ชัด บางครั้งหมายถึงมีบ้างเป็นครั้งคราวซึ่งไม่ได้ทำให้เป็นปัญหามากเท่าไร แทบไม่มีหมายถึงอาจจะมีบ้างแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาหรือถ้าไม่ได้สังเกตก็จะจำไม่ได้เลยว่ามีอาการเหล่านี้ด้วย

ถ้าได้ 8 คะแนนขึ้นไป แสดงว่าท่านมีความเครียดในระดับที่เสี่ยงต่อการเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตค่ะ อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ ลองทำกิจกรรมลดความเครียดด้วยตนเองดูก่อน เช่น ออกกำลังกาย ไปพบเ้จอผู้คน นั่งสมาธิ เล่นโยคะ กำหนดลมหายใจ ฯลฯ ถ้าลองปฏิบัติแต่อาการก็ยังคงอยู่หรือแย่ลงเรื่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

แพทย์จะช่วยอะไรท่านได้บ้าง?

คุณหมอจะแนะนำให้ทำกิจกรรมลดความเครียดดังที่กล่าวมานะคะ และอาจจะให้ยาเพื่อช่วยลดความเครียดชั่วคราวและลดอาการที่เกิดจากความเครียดบางอย่าง เช่น ยาที่ช่วยให้หลับได้ดีขึ้นหรือลดความกังวล

เมื่อเหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านไป ส่วนใหญ่อาการเครียดจะหายไปเองภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือนนะคะ