ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เปร็ดใน(บ้านเปร็ดใน อ.เมือง จ.ตราด)
การจัดการความรู้สำหรับชุมชนเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าช่วงแรกจะเกิดปรากฏการณ์ “จูน” กันเพื่อต่อให้ติด ขลุกขลักไปบ้าง แต่ตัวกระบวนการการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในเวทีที่ออกแบบไว้ในเบื้องต้น ก็จะเป็นพื้นที่การแลกเปลี่ยนความรู้เริ่มต้น ที่ให้ชาวบ้านมีโอกาสได้เรียนรู้ผ่านการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ ความรู้ที่เรียกว่า “ความรู้ฝังลึก” (Tacit Knowledge) ที่ทุกคนมี ต่างก็ถูกนำมาถ่ายทอด เล่าสู่ แม้ในการอำนวยการกลุ่มของเหล่านักพัฒนาที่เรียกว่า Facilitator จะพยายามสรุป สกัด ความรู้ที่แทรกมากับเรื่องเล่าที่สนุกสนานเหล่านั้น ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลผลิตจากวงจัดการความรู้แบบชุมชน แต่การซึมซับความรู้ที่ถูกคุ้ยออกมา ต่างก็ได้เรียนรู้แบบไขว้ประสบการณ์กันถ้วนหน้า ที่ไม่เคยได้รู้ก็ได้รู้ เรื่องเก่าถูกนำมาเล่าใหม่ เชื่อมต่อองค์ความรู้ในปัจจุบันได้อย่างเป็นอย่างดี “อ๋อ...มันเป็นแบบนี้นี่เอง”
เวทีวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วมของโครงการวิจัยโครงการวิจัยการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราดเพื่อเสริมความเข้มแข็ง และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ชุมชนร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศ ที่เราใช้ “การจัดการความรู้” เป็นเครื่องมือในการผูกโยงความรู้เก่า กับความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “รื้อชุดความรู้เดิม” ออกมาก่อนเพื่อเป็นต้นทุน ค้นหาและเข้าใจร่องรอยของการเดินทางของความรู้ของชุมชนที่สั่งสมมาจนถึงปัจจุบัน ในเวทีแบบนี้เราจะเห็นความมหัศจรรย์ของความรู้ที่เกิดจากความรู้ ภูมิปัญญา ที่เกิดเงื่อนไขจากความต้องการ “การอยู่รอด” ของชุมชน “คิด...ได้ไง”
หลายครั้งที่นักพัฒนาพยายามปรับวิถีคิดของชุมชนให้พัฒนาในประเด็นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพที่มีอยู่ หรือ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในรูปแบบของงานวิจัยและพัฒนา นักพัฒนากลับโฟกัสไปที่กระบวนการ แต่ลืมย้อนกลับไปมอง “ต้นทุนเดิม” ที่ชุมชนมีอยู่ การพัฒนาแบบนี้ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ๆทุกครั้ง โดยมิได้ใช้ศักยภาพเดิมของชุมชนเลย ถือว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งในการจัดการความรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ แม้จะดูว่าใช้เวลาไปค่อนข้างมาก แต่จำเป็นอย่างยิ่ง กับความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา หรือ งานพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการมองเห็นตนเองอย่างชัดเจน เมื่อเห็นจุดยืนของตัวเองชัดเจนก็ย่อมมองเห็น ปลายทางชัดเจนเช่นกัน “ก้าวไปช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง”
ชุดโครงการฯ จึงต้อง ปรับการทำงานให้เดินช้าลงในก้าวแรกๆ เพื่อการต่อยอดความรู้ทั้ง ประเด็น ของนักวิจัยแต่ละโครงการ โดยมี “การจัดการความรู้” เป็นเครื่องมือ
หลังจากที่ทางชุดโครงการได้เปิดตัวรายละเอียดการทำงานของโครงการวิจัยกับชาวบ้านที่เปร็ดในแล้ว เวทีแรกก็เปิดตัวขึ้น เป็นเวทีการวิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม (ชื่อที่เป็นทางการ) แต่โดยกระบวนการ เวทีนี้อยากให้ชุมชนเข้ามามีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะองค์ความรู้ท้องถิ่น อันเป็น”ต้นทุน” ของชุมชน และข้อมูลจากเวทีนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นการสกัดบทเรียนของชุมชน ทางทีมงานจัดการความรู้เข้าใจว่า ชุมชนที่เปร็ดใน เป็นชุมชนที่มีนักพัฒนาเข้ามามากมาย และถูกผลิตชุดความรู้ออกไปมากมายเช่นกัน สิ่งที่เราต้องนั่งคุยกันก็คือ ชุดความรู้เหล่านั้นจะผสานกันได้อย่างไร นำมาร้อยเรียงอย่างไร (ที่ผ่านการสะท้อน ตรวจสอบโดยชุมชน) จริงอยู่ว่า การได้มาซึ่งข้อมูลที่ละเอียด และเชิงลึก อาจจะต้องใช้กระบวนการ “สัมภาษณ์เชิงลึก” (Indept interview)เป็นวิธีที่นักวิจัยใช้ในการได้มาซึ่งข้อมูล แต่จุดอ่อนของการสัมภาษณ์เชิงลึกก็คือ ความรู้ที่ได้ส่วนหนึ่งถูกเก็บงำไว้ในเอกสารวิชาการ มากกว่าจะถูกถ่ายทอด หรือไม่ก็มีการถ่ายทอดออกไปแต่เจือปนด้วยวาทกรรมทางวิชาการที่ลำบากมากเกินไปสำหรับการทำความเข้าใจ เวทีวิเคราะห์ข้อมูลแบบมีส่วนร่วม อาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งพูดคุย ชุดความรู้กว้างๆ ผ่านกลุ่มเป้าหมายที่คัดเลือกมาแล้ว คุยกันไป เรียนรู้กันไป ช่วยกันชี้ชวนความรู้ที่ผุดขึ้นจากวงสนทนา เชื่อมโยงไปยังชุดโครงการวิจัย มองหาวิธีการในการเดินทางกันต่อของเหล่านักวิจัยและชุมชน
เวทีครั้งนี้ เราจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเปร็ดใน เป็นกระบวนการที่ทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วม และการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกัน ๓ ฝ่าย ได้แก่ ชุมชนเป้าหมาย หน่วยงานราชการ ที่เกี่ยวข้อง และส่วนวิชาการ/ กระบวนการ ที่คาดว่าจะสามารถพัฒนายกระดับการทำงานร่วมกัน โดยชุมชนเป้าหมายได้รับประโยชน์สูงสุด และสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้เมื่อสิ้นสุดโครงการ ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับกระบวนการ “วิเคราะห์ชุมชนแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งถือว่าเป็นเวทีในระยะแรกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานวิจัยและการเสริมพลังชุมชน (Empowerment) ในระยะต่อๆไป เป็นเวทีนั่งพูดคุยกลุ่มย่อย แยกตามประเด็นสถานการณ์ขององค์ประกอบหลักตามโครงการวิจัย โดยมีการสรุปจาก Moderator ที่ช่วยในการพูดคุย สะท้อนให้กลุ่ม และ กลุ่มใหญ่เรียนรู้ ๔ กลุ่ม ๔ ประเด็น

กระบวนการนี้เป็นการถอดบทเรียน โดยใช้กระบวนการกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ชุมชนได้เกิดการเรียนรู้ตัวเองในมิติที่สำคัญ ดังนั้นการสรุป สังเคราะห์จากเวทีจะเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับโครงการวิจัยฯ จากนั้นอาจมีการเติมเติมข้อมูลโดยการค้นหาข้อมูลในรูปแบบอื่นๆต่อไป โดยทีมนักวิจัยในพื้นที่
หลังจากที่รวบรวมข้อมูลมือสองของบ้านเปร็ดในมาระดับหนึ่ง ทางทีมงานจัดการความรู้จึงชวนชาวบ้านมานั่งคุยกัน ผ่านประเด็น แบ่งกลุ่มออกเป็น ๔ กลุ่มย่อย เพื่อทบทวนสถานการณ์ขององค์ประกอบหลักตามโครงการวิจัย ได้แก่
ก. รู้จักตนเอง (ระบบชุมชน) เป็นบริบทของชุมชนทุกมิติ ระบบคุณค่า ความเชื่อ และการจัดการความสัมพันธ์ของชุมชน ที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น เฉพาะเผ่าพันธุ์ เป็นเครื่องยึดโยงความสัมพันธ์ของคนไว้ด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” นั่นเอง เช่น ระบบญาติ ระบบอุปภัมภ์ ระบบผู้นำ ความเชื่อในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ
ข. รู้จักทรัพยากร (การจัดการดิน,น้ำ,ป่า) เน้น ทรัพยากรทางทะเลตามบริบทชุมชน วิถีชีวิตชุมชนที่อิงอยู่กับทรัพยากร เช่น ดิน น้ำ ป่า ในฐานะเป็นฐานการผลิต ปัจจัย ๔ ที่เชื่อมโยงสู่แหล่งธรรมชาติ การมอง แนวคิด การอนุรักษ์
ค. รู้จักระบบการผลิต (พืช.สัตว์) เป็นการประเมินกระบวนทัศน์ ต่อระบบการผลิตของชุมชน การจัดการผลลิต ปัญหาการผลิต ศักยภาพการผลิตเป็นต้น
ง. แผนที่ชุมชน
เราใช้เวลาเกือบสองวันที่บ้านเปร็ดใน เรามีโอกาสได้เห็นเค้าร่างของ “ชุดความรู้” ที่เป็นองค์ความรู้ดั้งเดิมของชุมชนชัดเจนมากขึ้น ตลอดจนเห็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สนุกสนาน และเป็นไปตามความคาดหวังของทีมงานจัดการความรู้ ในส่วนของกระบวนการ ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จไปด้วยดี มีบรรยากาศของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการ่วมกันดึงความรู้ออกมาให้เห็นในภาพรวมของชุมชนว่ามีความรู้อะไรบ้าง แต่หากจะวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกอาจต้องใช้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลแต่ละประเด็น
ในด้านผลลัพธ์ นอกจากเวทีนี้ได้เป็นพื้นที่เปิดให้ชุมชนได้เข้ามาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้ว มีข้อมูลชุดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับโครงการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านเปร็ดใน จังหวัดตราด เพื่อเสริมความเข้มแข็ง และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ชุมชนร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศ
จะไปต่อกันอย่างไร?
งานการจัดการความรู้ยังต้องเดินเคียงข้างนักวิจัยทั้ง ๓ โครงการ ประกอบด้วย ประเด็นการใช้พลังงาน,ประเด็นการกัดเซาะชายฝั่ง และการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง และประเด็นการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าชายเลน และทรัพยากรชายฝั่ง
ความรู้ชุดที่ ๑ จากเวทีแรกที่เป็น ชุดความรู้เดิมจะเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกประเด็น และ จะเติมด้วยความรู้เชิงลึกของแต่ละประเด็นที่ชาวบ้านมี ผสานเข้ากันกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ของนักวิจัย องค์ความรู้เก่า และใหม่ จะปะทะกันอย่างสมดุลและสมานฉันท์ ทั้งหมดก็ตอบโจทย์ของการยกระดับองค์ความรู้และการอยู่รอดของชุมชนเปร็ดในอย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรี บนภูมิปัญญาที่พวกเขาช่วยกันเรียนรู้ ถอดบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ
คุณค่าและความมหัศจรรย์ของทรัพยากรที่เป็นความรู้ เป็นทรัพยากรที่ยิ่งใช้ ยิ่งดี ยิ่งใช้ก็เกิดคุณค่า ยกระดับให้เข้มแข็งเรื่อยไป ไม่มีค่าเสื่อมราคาสะสมและไม่มีวันหมดไป
ที่บ้านเปร็ดในของเรายังคงจะมีเวทีเรียนรู้เล็กๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการสม่ำเสมอ ผ่านประเด็นการเรียนรู้ของชุดโครงการวิจัย โดยทั้งหมดเป็นภารกิจของทีมจัดการความรู้ที่เรามองถึงชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) ที่จะเกิดขึ้น
เป็นการถอดบทเรียนที่ดีมากค่ะ
เป็นงานวิจัยที่ผมรับผิดชอบงานจัดการความรู้ครับ ทำร่วมไปกับโครงการวิจัยที่บ้านเปร็ดใน ;)
สวัสดีค่ะคุณ(พระ)เอก
ภาพวาดเด็กน้อย สวยงามหลายๆ เจ้า
หายเงียบไปนานมาก สบายดีเนาะ :)
สุขีส่งท้ายปีเก่า รอชมภาพน้องฟ้ากะนายเมฆ
จากมุมมองของคุณไข่นุ้ยปายเน้อเจ้า :)