ก่อนที่จะรู้ความถนัดของตนเอง เราสอนให้เด็กของเราเคารพตัวเองก่อนดีมั้ย
           ประมาณปีการศึกษา  48-49  ตอนนั้นดิฉันได้มีโอกาสทำงานฝ่ายวิชาการของโรงเรียนระดับตำบลอยู่  ก็มีแนวคิดของหน่วยเหนือที่จะให้โรงเรียนมัธยมร่วมมือกับวิทยาลัยการอาชีพเปิดสอนวิชาชีพโดยดูหลักสูตรและปรับเพิ่มวิชาเรียน/เวลาเรียนเพื่อให้นักเรียนที่เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้ทั้งวุฒิสายสามัญและได้วุฒิวิชาชีพจะได้นำไปทำงานหรือจบแล้วนำไปต่อยอดได้ ไอ้เราก็คิดว่าดีมีประโยชน์กับนักเรีนที่คิดก้าวหน้า  อดทน  ขยันมากกว่าเดิมจะได้มีวุฒิเพิ่ม  พอศึกษาข้อมูลและประสานงานกันจริง ๆ แล้วก็เงียบ  เงียบไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของอะไรก็ไม่รู้  
          มาปีนี้เอาอีกแล้วหรือ? จะให้โรงเรียนมัธยมศึกษาเน้นการศึกษาแบบมีงานทำ หลักสูตรใหม่ดิฉันก็ว่ามันยังไม่ค่อยลงตัวเลยนะ  ในแวดวงของดิฉันก็ว่ามันเปลี่ยนแค่คำว่าผลการเรียนรู้เป็นคำว่าตัวชี้วัดแค่นั้น  ไม่ใช่ว่าเราเป็นครูรุ่นเก่าจนปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษานะ  เทคโนโลยี เทคนิคที่ใช้ในการเรียนการสอนเราก็นำมาใช้นะไม่ใช่เป็นครูไทย  น่องทู่  พุงป่อง  ถือถุงกระดาษเหมือนสมัยไดโนเสาร์นะจะบอกให้  จริง ๆ แล้วนักการเมืองมาแล้วก็ไปโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนคนนั่งเก้าอี้อย่างรวดเร็วด้วย  นโยบายจึงมาจึงไปเหมือนโล้ชิงช้า ข้าราชการที่เป็นเสาต่างหากควรจะเป็นหลักให้  ทำอย่างไรนโยบายทางการศึกษาจะนิ่ง  ต่อเนื่อง  เห็นผล  พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเส้นทางนี้เรามาถูกทางแล้ว  ถ้าเราหลงทางเราจะใช้เข็มทิศใดในการปรับเปลี่ยนเส้นทางดี  
         ปัจจุบันเมืองไทยของเราให้ประเมินตามสภาพจริง  นโยบายเบื้องบน ๆ ๆ ให้โรงเรียนมีร้อยละในการติด  0  ให้น้อยที่ซู๊ดดด  ไม่รู้เป็นยังไงยิ่งสอนไปความรับผิดชอบของเด็กยิ่งน้อยลง (ต้องพิจารณาตัวเองเนอะ)  หลาย ๆ โรงครูคนไหนที่ให้เด็กตกต้องเป็นจำเลยของฝ่ายวิชาการว่าคุณสอนยังไงห่วยแตกแท้เด็กตกมากกว่า  ๆ ที่โรงเรียนกำหนด  ไป ๆ มาๆ  ครูขี้เกียจยุ่งยากก็เลยให้มันผ่าน ๆ กันซะเลย  ใครที่เวลาเรียนไม่พอก็ให้มันพอ  ใครที่ไม่รับผิดชอบในการเรียนก็ให้คะแนนมันไป ในที่สุดพอเด็กแก่วัดขึ้นมันก็มึนในเวลาเรียน  เพราะรู้ว่าในที่สุดครูก็ต้องให้ผ่านอย่างน้อยก็เกรด 1  ผลการเรียนระดับชาติมันจึงออกมาอย่างนี้
        ณ  วันนี้มีแนวคิดที่จะให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นได้แสวงหาความถนัดของตนเองรวมทั้งมีระบบแนะแนวที่เข้มข้น  อันนี้เห็นด้วยนะคะเพราะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวของเด็กเองในอนาคต  แต่วิธีการใดเล่าค่ะ  ดิฉันยังคุยกับเพื่อนครูด้วยกันเลยว่าโต(แก่)จนป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าตนเองถนัดอะไร  (อย่าเพิ่งบอกว่าสงสารลูกศิษย์ดิฉันนะคะ ที่มีครูอย่างนี้  ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นครูที่มีคุณภาพคนหนึ่งนะจ๊ะวัดจากศิษย์เก่าที่ส่งเสียงมา 555) เหมือนตัวเองเป็นเป็ดทำอะไรได้หมดแต่ไม่ถนัดชัดเจนสักเรื่อง  เคยอ่านงานของท่าน ว.วชิรเมที ท่านบอกว่าตอนเป็นเด็กเราทำอะไรแล้วมีความสุขที่สุดสิ่งนั้นเหละคือสิ่งที่เรารักและถนัด  ก็เลยนำสิ่งนี้มาบอกเล่ากับนักเรียนในปรึกษาของดิฉัน วิธีนี้เข้าท่าวิธีหนึ่งทีเดียว
        ดิฉันเคยไปเป็นครูอาสาสอนภาษาไทยที่สหรัฐ  มีเด็กเลือดไทย  25  %  มาเรียนภาษาไทย  วัฒนธรรมไทย  บังเอิญมีนักเรียนอยู่คนหนึ่งถ้าเทียบชั้นก็อยู่ชั้น ป. 3 ของบ้านเรา  ปรากฏว่าแกเรียนไม่ผ่านระดับชั้นนี้  ดังนั้นช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อนต้องไปเรียนซ่อมเสริม  2  วันที่โรงเรียนจนกว่าผลการเรียนจะดีขึ้น  และเนื่องจากพ่อแม่ต้องทำงานเด็กจะอยู่บ้านเพียงคนเดียวไม่ได้จึงให้มาเรียนที่ี่วัดไทยที่ดิฉันมาสอนอีก 3 วันที่เหลือของสัปดาห์  แกก็ไม่อยากเรียนก็มาป่วนในห้อง  ที่สุดก็เรียกมาคุยทั้งผู้ปกครองและเด็กว่าฉันไม่ได้มาเป็นคนเลี้ยงเด็กนะ  ฉันมาสอนภาษาไทยและวัฒนธรรมไทย ถ้าไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องมาเรียน เออ ! เขาก็เข้าใจและปฏิบัติตามกติกาโรงเรียนวัดเรา  นี่คือสิ่งที่ดีของสังคมเขาที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เคารพในกติกาของชีวิตที่เขาดำรงอยู่

        ก่อนที่จะรู้ความถนัดของตนเอง  เราสอนให้เด็กของเราเคารพตัวเองก่อนดีมั้ย ค่ะ  เพราะถ้าเขามีสิ่งนี้ในตัว  เขาก็จะสามารถดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จตามที่ตนเองปรารถนาโดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสังคม  เคารพประเทศชาติ  ไม่เพียงแค่เคารพธงสามสีในเวลาแปดนาฬิกาเท่านั้น