ดร.พิมพ์ใจ รุ่นพี่คนเก่งในวิชาชีพกิจกรรมบำบัด ผู้ที่จุดประกายให้ ดร.ป๊อป มุ่งมั่นในการเรียนรู้วิชาชีพกิจกรรมบำบัดในต่างประเทศจนสำเร็จ
ลองศึกษาผลงานแนวคิดการแปลความรู้ หรือ Knowledge Translation (KT) ที่เขย่าวงการวิจัยสุขภาวะสากล และทำให้ ดร.ป๊อป ได้เขียนบทความหนึ่ง (คลิก Download PDF file ที่ KT of self-management concepts for Thais ใน Journal of Nursing Sciences Vol 18 Issue 3) และกำลังจะเตรียมต้นฉบับภาษาอังกฤษให้กับสำนักพิมพ์หนึ่งในอเมริกา และจากการบรรยายของพี่ ดร. พิมพ์ใจ ทำให้ผมอยากจะสรุปประเด็นความรู้ที่สำคัญในบันทึกนี้
ในปี 1990 นักกิจกรรมบำบัดและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพ นั้นอาจมีคำถามทางคลินิกว่า "ข้อมูลการปฏิบัติงานทางคลินิกใดแสดงประสิทธิผลของโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟู" แล้วเริ่มพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-based Practice, EBP ขึ้น แต่ก็พบความซับซ้อนของการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจ EBP นั้น โดยเริ่มจากการพัฒนากลยุทธ์ที่มีขนาดเล็กและเฉพาะเจาะจง (Small & specific focus) แล้วอธิบายในบริบทที่กว้างได้ รวมเรียกว่า KT Framework (ตั้งแต่ปี 2000) ซึ่งเน้นทุกกระบวนการเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างการสร้างความรู้ การถ่ายทอดความรู้ การนำความรู้ไปปฏิบัติ และการวิเคราะห์ประสิทธิผลของการใช้ความรู้นั้น จะเห็นว่า KT มีหลายองค์ประกอบและหลายนิยาม เช่น KM - Knowledge Management [คลิกศึกษากลุ่มคำที่ใช้กันหลายบริบทของ KT] นั่นคือ "คุณไม่สามารถใช้ความรู้ได้ทั้งหมด แต่จำเป็นต้องปรับความรู้ที่ประเมินได้และยอมรับได้ในการนำมาใช้"
หากท่านใดอยากศึกษากระบวนการ KT อย่างละเอียด ลองคลิกดู The Knowledge to Action Model (Graham, et al, 2006)
เมื่อได้ใช้ความรู้และพิสูจน์ผลลัพธ์ของการใช้ความรู้ ทำอย่างไรเราจะใช้ความรู้ได้อย่างยั้งยืน จึงได้เกิด The Coordinated Implementation Model (Lomas, 1993) โดยสร้างทัศนคติ การตระหนักรู้ และความเชื่อมั่นในสมรรถนะ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในตัวตน ในผู้ปฏิบัติ ในสาธารณะชน และในผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการบริหารจัดการระบบต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ ฯลฯ
จากโมเดล KT ทำให้ผู้รู้ทุกคนย่อมเข้าใจว่า
- การสร้างองค์ความรู้ผ่านกระบวนการวิจัยเกิดขึ้นก่อนการนำ EBP ไปใช้งาน
- การนำ EBP ไปใช้นั้นควรศึกษา "ความก้าวหน้าของ EBP ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบ (Systematic change) เพื่อประยุกต์สู่การปฏิบัติในชีวิตจริง
- การเปลี่ยนแปลงเป็นระบบ คำนึงถึง Evidence availability, Evidence awareness & access, Evidence Characteristics (no relevant, easily applied, oriented to professional practice from literature reviews, research/practical setting, no clear implementation/discussion, difficulities style of communication between reseachers and practitioners, evidence hierarchy - RCT, inadequate knowledge skills for EBP) ผู้ที่เข้าใจ EBP มากที่สุด คือ บรรณารักษ์
- ผู้ใช้ความรู้ควรศึกษามากกว่า 1 eletronic database และพยายามเรียนรู้กระบวนการทำงานวิจัยจากงานประจำ โดยสังเกตปัญหาต่างๆ เช่น ทำแต่งานคลินิกมากจนไม่มีเวลาทำวิจัย ทีมงานลาออกเป็นจำนวนมากและบ่อยครั้ง ไม่มีแหล่งสนับสนุนการทำวิจัย
- ควรมีการเพิ่ม internal & external validity ในผลงานวิจัยสู่ผลการปฏิบัติงานทางคลินิก ตลอดจนเพิ่มความร่วมมือในการเรียนการสอนหลักสูตร การศึกษาต่อเนื่อง และการวิจัยระหว่างสถาบันการศึกษากับสถานพยาบาล - ศึกษา External validity checklist ของ Dijkers, 2011 ศึกษา The Rigor & Meaning Scales (Farkas, Rogers, Anthony, 2008) และศึกษา Appraising the quality of systematic reviews
- การวิจัยที่แคบ (จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ) ไม่ได้พิสูจน์ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรมีการประเมินจุดแข็งของหลักฐานวิจัยที่นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงได้มากกว่า 70%
- เน้นสิ่งแวดล้อมที่ open-access ในการตีพิมพ์งานวิจัยที่เสนอแนะการนำไปใช้ในชีวิตของการปฏิบัติงานจริง
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือทำวิจัยและเผยแพร่รวมกัน เช่น Australia & UK OT, Canadian & British Collaboration (Lin, 2010), Harvard publishing their own, Pubmed Central, Free access คลิกดูทีบันทึกหนึ่งประเด็นจากกิจกรรมบำบัดเอเชียแปซิฟิก
ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดไทยและสากลต้องสร้างเครือข่ายร่วมในงานกิจกรรมบำบัดศึกษาในการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิก การให้บริการวิชาชีพกิจกรรมบำบัดชุมชน การศึกษาต่อเนื่องเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญของนักกิจกรรมบำบัด (แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย/แบบค่าใช้จ่ายต่ำผ่านทางสมาคมวิชาชีพฯ) และการจัดทำ EBP เพื่อใช้ในสถาบันการผลิต สถาบันการให้บริการ สถาบันการวิจัย และองค์กรวิชาชีพต่างๆ ที่มีความต้องการนักกิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาวะของคนไทยและประชาคมโลก
ขอบคุณมากครับท่านพี่ อ.ดร.ขจิต
ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้ใหม่ เปิดโลกทัศน์ มีผู้ที่ริเริ่มงานด้านนี้อย่างน่าชืนชม การแปลความรู้-Knowledge translation โดย จากการพัฒนากลยุทธ์ที่มีขนาดเล็กและเฉพาะเจาะจง -- ไม่แน่ใจว่าคล้ายกับ R2R หรือเปล่าคะ สังเกตจาก "เรียนรู้กระบวนการทำงานวิจัยจากงานประจำ"
.
ควรมีการประเมินจุดแข็งของหลักฐานวิจัยที่นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงได้มากกว่า 70% -> ตรงนี้น่าสนใจ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจกระจ่างนักค่ะ
ขอบคุณมากครับ ดร.ภิญโญ
ขอบคุณมากครับคุณหมอ ป.
การประเมินจุดแข็งของหลักฐานวิจัย จะต้องใช้ Internal & External Validity Scales ว่า หลักฐานวิจัยมีผลที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริงหรือไม่ แล้วแบ่งหัวข้อประเมินเป็นมาตรวัดที่สามารถนำมาคำนวณเป็น % ได้ หากได้มากกว่า 70% แสดงว่า นำไปใช้ได้จริง เช่น The rigor & meaning scale (ได้ติดต่อผู้คิด scale แต่ยังไม่ได้คำตอบครับ)
ปัจจุบันมี scales มากมาย อาจต้องลองค้นคว้าเพิ่มเติมอีกครั้ง เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในไทย R2R เป็นจุดเริ่มต้นของ KT แต่ต้องนำมาเปรียบเทียบแบบ systematic review จนถึง meta analysis ของกลุ่มงาน R2R ที่เหมือนกัน
ตอบคุณหมอ ป. เพิ่มเติม
รายละเอียดของ Internal & External Validity of KT
คลิกอ่านที่ http://www.ncddr.org/kt/products/focus/focus33/Focus33.pdf
ตัวอย่างสเกลที่ใช้บ่อย เช่น PEDroscale
http://www.otseeker.com/PDF/PEDroscalepartitionedratingsheet.pdf
http://www.otseeker.com/PDF/PEDroScalePartitionedGuidelinesExplanations.pdf
หรือ ศึกษา Level of Evidence ที่ http://www.cebm.net/?o=1025
หรือ ศึกษา The rigor and meaning scale ที่นำมาวิจัยตัวอย่าง ที่ http://www.bu.edu/drrk/research-syntheses/multiple-sclerosis/effects-of-exercise/ ดู Appendix B-C