สิ่งที่เขียนนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็นบางแง่มุมของคนที่เคยผ่านการทำงาน และสัมผัสกับการใช้กระบวนการกลุ่มเป็นเครื่องมือในการทำงานระยะหนึ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มพี่น้องบนพื้นที่สูง โดยมิได้อ้างอิงทฤษฏีทางวิชาการใดๆ การนั่งทบทวนและเขียนในครั้งนี้ เป็นเสมือนการตั้งคำถามและตอบในคนๆ เดียวกัน

       ขอทำความเข้าใจเบื้องก่อนนะครับว่า สิ่งที่เขียนนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็นบางแง่มุมของคนที่เคยผ่านการทำงาน และสัมผัสกับการใช้กระบวนการกลุ่มเป็นเครื่องมือในการทำงานระยะหนึ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มพี่น้องบนพื้นที่สูง  โดยมิได้อ้างอิงทฤษฏีทางวิชาการใดๆ การนั่งทบทวนและเขียนในครั้งนี้ เป็นเสมือนการตั้งคำถามและตอบในคนๆ เดียวกัน  คำถามที่ผมคิดว่ามีความสำคัญอันดับต้นๆ ก็คือ หัวใจ Facilitator ตรงไหน?  ได้ข้อสรุปแบบไม่ฟันธงนะครับ  ผมคิดว่าอยู่ที่ความศรัทธาหรือความเชื่อในสติปัญญาของมนุษย์ มาลองดูครับว่า Facilitator ควรจะมีความเชื่อสำคัญอะไรบ้าง  

            1.เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ มีองค์ความรู้  เพียงแต่อาจจะมีประสบการณ์และความรู้กันคนละชุดเท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่บุคคลนั้นดำรงอยู่  การเชื่ออย่างนี้ทำให้คนที่เป็น Facilitator มองเห็นความรู้เป็นพลวัตร ไม่ใช่มองความรู้แบบแช่แข็ง  ลดการพยายามเอากรอบคิดอย่างไดอย่างหนึ่งไปครอบความคิดของผู้อื่น  โดยเฉพาะลดการเปรียบเทียบว่า สิ่งนั้นคือความรู้ สิ่งนี้ไม่ใช่ความรู้  ดังนั้นเราควรจะข้ามกับดักตรงนี้ไปให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องความรู้กระแสหลัก หากเราตกเป็นทาสของความรู้แบบใดแบบหนึ่งแล้ว  กระบวนการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ หรือการหาทางออกให้กับสังคมจะตีบตัน สุดท้ายก็วนกลับมาที่เดิม   ผมเองรู้จักคนประเภทหนึ่ง (เคยร่วมงานระยะหนึ่ง) ซึ่งมีการศึกษาสูง จบจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นของเมืองไทย  บุคลลิกอย่างหนึ่งของเขาก็คือ เป็นคนชอบประเมินและตัดสินคน (คนนั้นโง่ คนนี้ฉลาด)  ในชีวิตของเขาจะเต็มไปด้วยการประเมิน ตัดสิน ทั่งที่บางครั้ง  รู้จักคนนั้นเพียงผิวเผิน  เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าหาก Facilitator เรา ลึก ๆ แล้วไม่ยอมรับคน และมองคนอื่นว่าด้อยกว่า เก่งกว่าเราก็จะเดินไปไม่ถึงไหน  ด้วยเหตุนี้ผมคิดว่า พื้นฐานของคนที่จะเป็น Facilitator จะต้องเชื่อว่า  ทุกคนมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์คนละด้าน และหลีกเลี่ยงการตัดสินว่าอันไหนคือความรู้ อันไหนไม่ใช่ความรู้  

        2. ควรเชื่อว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว อันนี้เป็นหลักพื้นฐานที่คนเป็น Facilitator จะต้องพิจารณา  เพราะการพูดคุยแลกเปลี่ยนภายในกลุ่มจะต้องทำอย่างเท่าเทียม ไม่ให้ความสำคัญกับใครบางคนหรือยกย่องคนใดคนหนึ่งจนเกินงาม  หากทำเช่นนี้คนในกลุ่มจะเกิดความไม่มั่นใจ และไม่กล้าแสดงออก เพราะ Facilitator ให้ความสำคัญกับคนบางคนหรือเห็นว่าคนบางคนมีความคิดที่ดีกว่าหลาย ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่า การพูดคุยซักถามอย่างเป็นธรรมชาติ รับฟังกันด้วยหัวใจ ไม่มุ่งที่เอาชนะกัน เติมเต็มชี้แนะกันได้ย่อมเกิด”การเรียนรู้” ในบรรดานักการศึกษานอกระบบ เชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบนี้ก็เท่ากับเป็นการจัดการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการศึกษาสำหรับกลุ่มพิเศษ  มีลักษณะใกล้เคียงกัน  ปัจจุบันคนทำงานพัฒนาชุมชนหลายคนเลือกใช้วิธีนี้ในการทำงานกับชาวบ้าน  ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้ ยกระดับวีธีคิดให้คนในชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แทนที่จะเข้าไปชี้แนะ ยัดเยียดความรู้ให้เขาเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้าม เราต่างหากที่ควรจะต้องเข้าไปเรียนรู้กับเขาเพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรมประเพณี แบบแผนการดำเนินชีวิตที่เขาเป็นอยู่   

         3. Facilitator ควรจะตั้งเป้าหมายให้ถูก โดยเฉพาะเป้าหมายเรื่องกระบวนการเรียนรู้ บางท่านมีความเข้าใจว่าหน้าที่ของ Facilitator คือการดึงเอาความรู้จากกลุ่มเป้าหมายเพื่อไปทำงานทางวิชาการ หรือไปตอบโจทย์การวิจัยเท่านั้น   วีธีคิดแบบนี้ได้รับการต่อต้านจากหลายกลุ่มในช่วงที่ผ่านมา เพราะเป็นแนวคิดที่จะเข้าไปเอาประโยชน์เพียงอย่างเดียว ฝ่ายชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์หรือแม้กระทั้งไม่รู้ว่าข้อมูลที่เอาไปมีความจริงมากน้อยเพียงใด ดังนั้นการจัดกระบวนการกลุ่มจะต้องได้รับประโยชน์เท่ากัน เช่น  ฝั่งชาวบ้านก็ต้องได้รับการเรียนรู้ เข้าตัวเอง เข้าใจสถานการณ์ภายนอกชุมชน    

         ดังนั้นจะเห็นว่าเป้าหมายของการเป็น Facilitator อยู่ที่ “การสร้างการเรียนรู้ภายในกลุ่ม”   Facilitator จะต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เช่น บรรยากาศที่เป็นกันเอง การอธิบายทำความเข้าใจเบื้องต้นแก่ผู้เข้าร่วมกลุ่ม   การจัดที่นั่งให้อยู่ในลักษณะเดียวกัน ไม่ควรจัดที่นั่งตามตำแหน่งหากเป็นไปได้ควรจัดที่นั่งสลับกันระหว่างหัวหน้าลูกน้อง เด็กกับผู้ใหญ่  ไม่ควรมีเสียงรบกวน  อากาศถ่ายเท  ฯลฯ อันนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคนนะครับ เพราะคนที่เป็น Facilitator จะมีสไตย์การทำงานเฉพาะตัว เท่าที่ผมทราบไม่มีหลักสูตรตายตัวว่า การเป็น Facilitator จะต้องเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ ผมว่าเสนห์ของการเป็น Facilitator อยู่ตรงนี้แหละครับ ไม่มีอะไรที่ใช่ และไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ แต่ขึ้นกับสถานการณ์ ผู้คน สภาพแวดล้อม กลุ่มเป้าหมาย

      อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าหากเราสามารถจัดวางและสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ถือว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่ง  หลายคนที่เริ่มเป็น Facilitator ใหม่ๆ จะกลัวที่สุดคือ กลัวประเด็นที่แลกเปลี่ยนไม่ออกและไม่ได้ข้อมูล  ดังนั้นพอมาถึงวงสนทนาก็โยนประเด็นลงในวงทันที  โดยที่ไม่เกริ่นนำ ขาดการเตรียมความพร้อม ไม่ได้สร้างบรรยากาศ (ไม่ดูองค์ประกอบรอบตัวในขณะนั้น)  หากนึกถึงสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาที่ได้เรียนรู้เครื่องมือนี้ในหลักสูตรการเรียน  ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปจัดกระบวนการกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พวกเราก็จะมีการถกเถียงภายในห้องเรียนก่อนเสมอ ๆ ประเด็นที่หยิบยกมาพูดคุย  เช่น กลุ่มเป้าหมายมีลักษณะเป็นอย่างไร?  มีวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อเป็นอย่างไร? ยกตัวอย่าง หากเป็นพี่น้องชาวเขา เราก็จะรู้ว่าปัญหาหลักๆ ของเขาก็คือ ไม่ค่อยกล้าพูดหรือแสดงความคิดเห็น  ขาดทักษะเรื่องการสื่อสารภาษาไทย  อ่านหนังสือได้น้อย (กลุ่มสูงอายุ)  มีความเชื่อเรื่องผีป่า  สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการออกแบบกระบวนการทั้งสิ้น  หากเป็นนักพัฒนาหรือนักวิชาการก็จะชอบพูดคุย  แสดงความคิดเห็น เราก็จะต้องสร้างเครื่องมือเพื่อใช้กับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ให้เหมาะสม   นอกจากนี้สิ่งที่มีความสำคัญก็คือ การแบ่งบทบาทหน้าที่ภายในกลุ่ม ในการจัดกระบวนการกลุ่มอย่างน้อย จะต้องมีผู้ช่วยหนึ่งหรือสองท่าน  เพราะจะเป็นคนที่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมให้ราบรื่น หรือสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้  เราวิเคราะห์ถึงขั้นว่า อาจจะมีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้างระหว่างการจัดกระบวนการกลุ่ม  เช่น หากมีเสียงหมาเห่าจะทำอย่างไร   คนที่นำลูกเล็กมาด้วยควรทำอย่างไร  หรือผู้นำที่พูดมากจนคนในกลุ่มไม่กล้าพูดเราควรจะจัดการอย่างไร?  สิ่งเหล่านี้คนที่ Facilitator ควรจะทำการบ้านให้นัก (หากมีโอกาสผมจะเขียนเล่าเทคนิค กลยุทธ์เหล่านี้จากประสบการณ์ที่ไปจัดครับ มีทั้งผิด และถูก )