สงบ-วาง-ว่าง-สว่าง (ธรรมนำชีวิต)
พึ่งผ่านพ้นไปตอนเช้าของเมื่อวาน การทำบุญตักบาตรกับพิธีทางศาสนา ต่อการ "ละสังขาร"ของพระครูใบฎีกาสุพล มหาหิง ที่ข้าพเจ้าขอใช้คำๆนี้"ละสังขาร" ตลอดงาน3-4วันที่ผ่านมาที่ต้องมีส่วนร่วมช่วยๆกันเพื่อสิ่งที่ทำให้ดีเท่าที่จะทำได้เพื่อท่านพระครูสุพล ทำให้ข้าพเจ้านึกทบทวนเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับท่านพระครูสุพลตลอดระยะเวลา 1ปี1เดือน10วันที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูแลอุปัฏฐากจนถึงวันที่ท่านได้ละสังขารจากไป.แม้ท่านจะจากไปแล้วแต่สิ่งที่ผูกพันธ์ในหัวใจตลอดเวลาที่รับฟังสนธนาธรรม-ให้กำลังใจแก่กันและกันทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล(เราช่วยท่านรักษาศีล ท่าน(ผ้าเหลือง)ช่วยควบคุม-เตือนสติให้ข้าพเจ้านึกถึงศีลในส่วนของตนเองด้วยเช่นกัน ควบคุมกาย วาจา ใจ การสำรวม)
สิ่งที่ท่านทำฝากไว้เป็นอีกเรื่องราวของชีวิตที่ต้องนำบรรจุไว้กับหน่วยความจำของหัวใจและนำออกมาปรับใช้เมื่อต้องพบเจอกับอุปสรรคปัญหา. ท่านพระครูสุพลได้เริ่มอาพาธและเริ่มรักษาอาการเจ็บป่วยรวมระยะเวลา 3ปี(มะเร็งโพลงจมูก) ทางด้านร่างกายนับว่าบอบช้ำจากการรักษา คีโม-ฉายแสง ส่วนภายในจิตใจก็ไม่ต่างกันความท้อแท้ที่สำคัญคนไม่ป่วยเพิ่มปัญหาให้คนป่วยซะเอง(แม่เสียตั้งแต่เล็กพ่อมีครอบครัวใหม่ พี่น้อง5คนแบ่งกันออกสองกลุ่มต่างต้องดิ้นรนเพื่อตัวเอง แต่ก็ฟันฝ่ามาได้ถึงจุดนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้านึกถึงทีไรรู้สึกชื่นชมหลายๆคนในครอบนี้)
สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของท่านพระครูสุพลที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสใน1ปีคือความนิ่ง ความอดทนภายในจิตใจ (ไม่เคยเอะอะโวยวายไม่เรียกร้องสิ่งใดๆตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูแล) จนถึงวันที่ท่านละสังขารจากไปก็ไม่มีอาการทางร่างกายส่อแววทรุดหนักใดๆเพราะได้พูดคุยดูแลตรวจสังเกตกับท่านตามปกติเช่นทุกๆวัน
แต่การเลือกละสังขาร จากไปอย่างสงบในท่าทางการนอนที่คุ้นเคยของท่านพร้อมกับสีหน้าบ่งบอกความเต็มใจ"ยิ้มนิดๆ"(ยอมรับ-ความจริง-ปล่อยวางความทุกข์) สิ่งเหล่านี้คือหนึ่งปีที่ผูกพันธ์จนถึงวันท่านจากไป ทำให้ข้าพเจ้าได้ต้นแบบของการวางที่แท้จริง(วิธีคิดอาจเคยคิดไว้ แต่วิธีทำคือความจริงที่เกิดขึ้นสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องคิด-สงสัย!) ต้นแบบของการสร้างคุณค่าให้กับชีวิตที่เกิดมา ทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้ว่าคนเราไม่จำเป็นที่จะสมบูรณ์แบบในชีวิต อุปสรรคปัญหาก็ไม่ใช่สิ่งที่ขวางกั้นจิตใจ แต่สำคัญที่วันสุดท้ายนั้นเราสามารถปล่อยวางความยึดติด อุปาทานความสงสัยใดๆได้หรือไม่ต่างหาก "ข้าพเจ้าขอกราบอนุโมทนาสาธุการท่านเป็นครั้งสุดท้าย"
ระยะ1เดือนที่ได้คลุกคลีสัมผัสโรงพยาบาล(น้ำพอง) ทำให้หัวใจได้รับมุมมองที่หลากหลายเพิ่มเติมให้กับชีวิต ทำให้ข้าพเจ้าได้เปิดใจ-เปิดมุมมองของตัวเองในหลายๆมุมที่อาจยังไม่เข้าใจดีพอ จากวันนี้มีความรู้สึกจากใจที่เหลือไว้ให้ก็คือคำว่า"ขอบคุณทุกๆท่าน"
ในมุมมองหัวใจในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับจากโรงพยาบาล-การดูแลผู้ป่วย-ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยกับสิ่งต่างที่อยู่ภายในดินแดน3โลก(เกิดเจ็บตาย) ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกๆโรงพยาบาลกับจิตสาธารณะคงมีไม่แตกต่างกันโดยเฉพาะรพ.ของรัฐ ในการบำบัด-รักษา-เยียวยา(บำบัดจิตใจรักษาอาการป่วยและเยียวยาใจของญาติๆผู้ป่วย-หน้าที่หนักคงไม่พ้นเหล่านางฟ้าพี่พยาบาลใจดี) บางครั้งผู้ป่วยมีแค่อาการทางกายแต่คนเฝ้าไข้กลับป่วยใจหนักหนายิ่งกว่าก็มีเยอะ
ธรรมบำบัด-ธรรมชาติบำบัด-ดนตรีบำบัด สิ่งต่างๆเหล่านี้โดยส่วนตัวข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันก็เป็นยาชั้นดีอีกแขนง-ศาสตร์หนึ่งที่มีผลส่งเสริมต่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจของคนเราได้ดี
การที่จะมีเสียงธรรมจากวิทยุซึ่งเป็นเสียงเทศนาธรรมจากพระอาจารย์รูปต่าง(พระอรหันต์)ที่ท่านได้เทศน์บันทึกไว้ หลักฐานที่ปรากฏ(อัตฐิธาตุ)ธรรมะที่ได้ฟังจึงสร้างพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์
สีสันต่างๆจากต้นไม้ดอกไม้และความชุ่มชื้นจากสายน้ำก็ทำให้หัวใจที่ร้อนรนของคนเราผ่อนเบาผ่อนคลายไปได้มากมายที่เดียว
เสียงดนตรีเบาแบบผ่อนคลายก็สามารถทำให้หัวใจของคนเราได้ผ่อนคลาย เกิดรอยยิ้ม เกิดมิตรภาพแก่กันได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ข้าพเจ้าเชื่อว่าหากทุกๆโรงพยาบาลมีมุมต่างๆเหล่านี้คงมีความสุขกับทุกคนที่อยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยเหล่าเทวดา-นางฟ้าอย่างแน่นอน!
เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน! สำคัญที่คนเรามีเวลาให้กับตัวเองได้ คิดช้าๆ ดูช้าๆ เคี้ยวช้าๆใช้ชีวิตแบบเบาๆในแต่ละวันมากน้อยแค่ไหน(ก่อนหมดเวลา) เพราะส่วนใหญ่ก็คือรีบๆๆๆเวลา.!
*ขอบคุณธรรมคติดีๆจากเรื่องเล่านี้ค่ะ..
*หากเรามาฝึกจิตให้ละวางสังขาร..ก่อนสังขารจะละวางจากจิตไปโดยไม่รู้ตัว..สุขคติย่อมเป็นที่หวังได้นะคะ