แรงจูงใจไม่มีใครสร้างให้ใครได้ แรงจูงใจเกิดขึ้นมาเองเมื่อคนรู้ว่าอะไรคือความสุขที่แท้ของตน แรงจูงใจเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนบอกตัวเองไม่ได้ว่าอะไรคือความสุข

ในช่วงเวลาที่คนกรุง คนภาคกลางงอมจากน้ำท่วม  งอมจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปรกระทันหัน  ความงอมก็เข้ามาครอบครองตนไปด้วย

โดนคร่อมต่อยด้วยอารมณ์แบบว่าปล่อยให้อีกฝ่ายทุบเอา ทุบเอา ทุบเอา ต่อยเอา ต่อยเอา ต่อยเอา ตามชอบใจ

อยากจะยกตัวทุ่มลงบนเวทีก็ปล่อยไป  ย้อนไปมองก็เห็นสภาพที่ปล่อยตัวให้ยกทุ่มตามแต่อีกฝ่ายอยากจะกระทำ

ตื่นขึ้นมาทุกวันแม้จะได้สติขึ้นมาบ้างว่ากำลังถูกต่อย สติก็มีไม่มากพอที่จะสั่งให้ต้านขืน

อารมณ์กลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ได้เปรียบ และเล่นงานเอาจนงอม แล้วความงอมก็เปิดช่องให้สัญชาตญาณโจรกลับมาเป็นเจ้าเรือนอีก

โชคดีที่ปล่อยตัวไม่ต่อสู้กับการยกตัวทุ่มของอารมณ์ โชคดีที่สัญชาตญาณโจรกลับใจไม่สมยอมเป็นพวกโจรแล้วต้านขืน

โชคดีที่ไม่อวดดีว่ามีแรงต้านการทุ่ม ยอมเจ็บตัวปล่อยให้ถูกทุ่มลงบนเวที แล้วเรียนรู้ผล

ในช่วงของการเรียนรู้จึงได้พบอีกมุมว่า ความสุขกับแรงจูงใจมีเอี่ยวกัน ความทุกข์กับการไม่พบคำตอบที่ค้นหามีเอี่ยวกัน

แรงจูงใจไม่มีใครสร้างให้ใครได้ แรงจูงใจเกิดขึ้นมาเองเมื่อคนรู้ว่าอะไรคือความสุขที่แท้ของตน

แรงจูงใจเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคนบอกตัวเองไม่ได้ว่าอะไรคือความสุข

การค้นไม่พบซึ่งคำตอบที่ค้นหาสร้างความทุกข์

การค้นไม่พบซึ่งคำตอบโดยมีแรงจูงใจเป็นไฟคอยให้ความอบอุ่นสร้างความสุข

การฝืนใจยอมรับคำตอบที่ตนปฏิเสธทำลายแรงจูงใจของคนได้

การพบคำตอบที่ฝืนกับความจริงที่มองเห็นสร้างความสุขให้ก็ได้ สร้างความทุกข์ให้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นมี “สติ” หรือ “อคติ” เป็นคู่ต่อสู้กับอารมณ์

ในยาม “งอม” รู้ตัวเลยว่า พยายามไขว่คว้าหาที่พึ่ง เพื่อนคือเสียงแรกที่ได้ยิน เวลาที่มีให้กับตัวเองกลับเป็นรอง

แต่เมื่อตัดสินเลือกให้เวลากับตัวเอง ปล่อยตัวเองไปกับการเรียนรู้ผลของการถูกทุ่ม กลับกลายเป็นว่าสามารถหลุดพ้นจากการเป็นคู่ซ้อมของอารมณ์ได้…..แปลกจริง

วันนี้ถ้าความงอมเป็นเช่นผลไม้งอม ผลไม้ผลนั้นก็ปลิดหลุดจากขั้วร่วงสู่ดินแล้ว