เนื่องจากได้รับการติดต่อจากคุณผักหวาน ซึ่งเป็นทีมงานของรายการ "กบนอกกะลา" ว่ามีรายการกบนอกกะลานั้นเป็นแรงบันดาลใจอย่างไรเกี่ยวกับงานทำวิจัยของข้าพเจ้า (อาจารย์สอนวิจัยของผมอีกคนที่ลืมไม่ได้ "รายการกบนอกกะลา")

 

ซึ่งประจวบเหมาะกับการเขียนบันทึกนี้ (ความรู้ทันกินทันใช้ (Knowledge Fast Food)) จึงขออนุญาตเชื่อมโยงเพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดขึ้น

ก่อนอื่นขออนุญาตบันทึกสิ่งที่ "แว๊บ" ขึ้นมาในหัวเพิ่มเติมตอนนี้้สักเล็กน้อยก่อนว่า นอกจากกบนอกกะลา จะสามารถให้ความรู้ที่ทันกินทันใช้แล้ว ยังเป็นความรู้ที่ "กินได้จริง" ในสังคม ณ ปัจจุบันด้วย

คำว่า "กินได้จริง" ก็คือ เหมาะสมกับ "กาละ" และ "เทศะ"

ซึ่งรายการกบนอกกะลาสามารถตอบโจทย์ง่าย ๆ สำหรับคนหลากหลายสถานะในสังคม ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน คนหาเช้ากินค่ำ คนหาค่ำแล้วมานอนตอนเช้า ซึ่งจุดเริ่มต้นสำหรับการวิจัยกับกบนอกกะลาเหมือนกัน คือ เกิดขึ้นจาก "ความสงสัย"

คนเราอาจจะมีความสงสัยกันมากมายไปตามสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองได้ประสบ

ทีมงานกบนอกกะลาเอง คงจะมีทีมงานที่ึคัดกรองเลือกเรื่องก่อนและหลังที่ "สมควร" ที่จะมอบอาหารคือ "ความรู้" ให้กับสังคม

สิ่งนี้สามารถตอบโจทย์การวิจัยในระดับชาติได้

เพราะจุดมุ่งหมายของการวิจัยไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คือ นำความรู้มาให้ "สาธารณะชน"

เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์สำหรับทีมงานกบนอกกะลา ที่สามารถ "ไขปริศนาทางความรู้" ออกมาเป็นฉาก เป็นฉาก ทั้งภาพ และเสียง ซึ่งสามารถคลอดออกมาได้เฉลี่ย 7 วันต่อ 1 เรื่อง

ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะดูเหมือนเร็วว่า 7 วันเสร็จ แต่ก็คล้าย ๆ กับการคิดเวลาจากสายการผลิตของรถยนต์ว่า มีรถยนต์ไหลออกจากการผลิตทุก ๆ 3 นาที ซึ่งความเป็นจริง นับตั้งแต่กระบวนการแรกถึงสุดท้าย อาจจะใช้เวลาหลายวัน

กบนอกกะลาก็เป็นอย่างนั้น นับตั้งแต่เริ่มหาข้อมูล จนกระทั่งถ่ายทำและออกอากาศก็อาจจะใช้เวลาแรมเดือน แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ สามารถป้อนข้อมูลความรู้ให้คนไทย ๆ ทุก ๆ "สัปดาห์"

 

ถ้าหากคิดตัวเลขแบบง่าย ๆ ก็หมายความว่า ปีหนึ่ง ๆ กบนอกกะลาสามารถอัดความรู้ลงในหัวคนไทยได้ถึง 52 เรื่อง และเป็นเรื่องตามยุค ตามสมัย ตามความกระหายความรู้ของคนไทย

หากย้อนไปถามคำถามแรกว่า ทำไมข้าพเจ้าคิดเปรียบเทียบงานวิจัยกับรายการกบนอกกะลา

คำตอบนี้ก็คือ ข้าพเจ้าได้เห็นชาร์จขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ที่กบนอกกะลานำเสนอ เช่น การปลูกกระเทียม หรือการขนย้ายสินค้าต่าง ๆ ซึ่งดูง่าย ๆ และ "น่าดู" 

ซึ่งงานวิจัยเราก็มีแบบนี้ แต่ดูยาก และ "ไม่ค่อยน่าดู" สักเท่าไหร่ เพราะดูแล้วไง ๆ ก็เป็น "วิชาการ"

คุณค่าของงานวิจัยอยู่ที่การนำเสนอ

้ถ้าให้บอกตรง ๆ แบบไม่เกรงใจใคร รายการกบนอกกะลานำเสนองานวิจัยได้ดีกว่านักวิชาการไทยระดับ ดร. หลายร้อยเท่า

การทำงาน รวดเร็ว ว่องไว และไม่เฉิ่ม ของทีมงานทุก ๆ คน เป็นสิ่งที่การันตีผลงานที่ต้องออกมาทุกสัปดาห์

ขนาดเมื่อสักครู่นี้ ข้าพเจ้าส่งเมลล์ปุ๊บ ก็ได้รับการติดต่อกับมาปั๊บ (นับช่วงเวลาไม่ถึง 3 นาที) ถ้าหน่วยงานจัดการการวิจัยไทยทำงานได้รวดเร็วขนาดนี้ ประเทศไทยคงจะเข้าขั้น "ศิวิไลซ์"

หน่วยงานธุรกิจ กับหน่วยงานราชการ พูดถึงเรื่อง Economy of speed แตกต่างกันค่อนข้างมาก

ถ้าหากจะให้แน่ชัดลงไป ต้องลองเข้างบประมาณวิจัยของชาติทั้งหมด แล้วหารด้วยจำนวนงานวิจัยที่ได้รับต่อปี

ลองเปรียบเทียบกับงบบริหารงานของกบนอกกะลา แล้วหารด้วย 52 (ตัวเลขคร่าว ๆ) แล้วจะทราบว่า ผลิตผล (Productivity) ของใคร "เจ๋ง" กว่ากัน

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องกระตุ้นเตือนให้เห็นว่า ภาคเอกชนเขาเอาใจใส่และนำหน้าหน่วยงานราชการไทยไปหลายก้าว

จะพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนก็ไม่ใช่จะต่างกันเยอะ เพราะหน่วยงานเอกชน ก็มีรายได้หลักจากค่าโฆษณา หรือส่วนต่างในการซื้อเวลาจากสถานีโทรทัศน์

ในเรื่องของคุณภาพ "หัวสมอง" ก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะดีกรีนักวิชาการไทย โยนหินขึ้นฟ้า ก็ตกลงมาโดนหัว ดร. แทบทั้งนั้น

ต้องลองเอา KPI ที่มหาวิทยาลัยชอบอ้างกันว่า อัตราส่วนอาจารย์จบปริญญาเอกมีน้อยเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยดัง ๆ ระดับโลก ไปคิดดูกับทรัพยากรของทีมงานกบนอกกะลาดูบ้าง นักวิชาการในมหาวิทยาลัย น่าจะ "หนาว" ไปตาม ๆ กัน

สิ่งนี้อาจจะ "หนาว" เข้าไปถึงผู้บริหารการศึกษาไทย เพราะอาจจะบอกได้เลยว่า "ปริญญา" ไม่สำคัญเท่า "ความกระตือรือร้น"

ความรัก ความเอาใจใส่ในงาน มีค่าสำคัญกว่า "ปริญญา" เยอะ

เราส่งเสริมให้คนไปเรียนปริญญาเอก แต่อย่าลืมส่งเสริมจิตใจความรักและความเอาใจใส่ในงานให้มากตามไปด้วย

แต่เ่ช่นเดียวกัน หากลองเปรียบเทียบรายได้ระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ กับพนักงานรายการกบนอกกะลาก็อาจจะต้องเตรียมเสื้อกัน "หนาว" ไว้อีกหลายตัว

นักวิจัยชอบบ่นว่ารายได้น้อย ผลตอบแทนน้อย ต้องลองไปดูนักวิจัยตัวน้อย ๆ ของรายการกบนอกกะลาดูว่า รายได้เขา "น้อย" กว่าเราแค่ไหน

บันทึกนี้เขียนผิดหลักการเขียนบล็อคค่อนข้างมาก เพราะเป็น Negative Thinking เนื่องจากเกิดความผิดหวังต่อการใช้เงิน "ภาษี" ของนักวิชาการไทย เพราะอย่าลืมว่างบการวิจัยส่วนใหญ่มาจากภาษีของประชาชน

มิหนำซ้ำ ถ้าเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย งบวิจัยที่ได้ก็คือ "ค่าเทอม" ของนักศึกษานั่นเอง

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังศรัทธาทีมงานกบนอกกะลาในฐานะนักวิจัยคนสำคัญของเมืองไทย ที่มอบความรู้ใหม่ ๆ กับสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา

เรื่องปอยส่างลอง ก็อาจจะสามารถเป็นตัวอย่างชิ้นเยี่ยมสำหรับนักวิจัยที่ต้องการศึกษาด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม

ถ้าพิจารณาแบบเป็นกลางแล้ว กบนอกกะลา ทำงานวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ แต่นักวิชาการเราไปประมาทเขาว่า ทำไม่ถูกต้อง "ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)"

ระเบียบวิธีวิจัย จะสำคัญอะไรถ้าผลการวิจัยไม่ทันกินทันใช้ และไ่ม่มีใครต้องการผลการวิจัยนั้น

ผลงานวิจัยที่สามารถใช้กับชีวิตได้ไม่ใช่หรือที่คนเรานั้น "ต้องการ..."

 

ปภังกร วงศ์ชิดวรรณ

28 พฤศจิกายน 2554