ความเป็น "รูปธรรม" ประเด็นนี้น่าที่จะต่อยอดเพื่อที่จะสร้างภาพงานวิจัยและงานวิชาการที่ทำกันในมหาวิทยาลัยให้เป็น "รูปธรรม" มากยิ่งขึ้น

ความรู้ที่เป็นรูปธรรมอาจจะนิยามได้ว่าเป็น ความรู้ที่จับต้องได้ สิ่งใดที่จับต้องได้สิ่งนั้น "ใช้" ได้

ความรู้ที่ใช้ได้จึงเป็นความรู้ที่เป็น "ประโยชน์"

ดังนั้นประโยชน์ที่ได้จากความรู้ใด ๆ คือความรู้นั้นสามารถใช้ในทาง "ปฏิบัติ"

ในอดีตเราอาจจะนิยามคำว่า "รูปธรรม" ออกมาเป็น "สิ่งของ" นิยามคำว่า "นามธรรม" ออกมาในเชิงปรัชญา

แต่ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น "ทรัพย์สินทางปัญญา" เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างเป็น "รูปธรรม"

ในทัศนส่วนตัวของข้าพเจ้านั้น รายการกบนอกกะลาได้มอบทรัพย์สินทางปัญญาให้กับสังคมไทยนี้อย่างล้นเหลือ

รอบระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ถ้าลองคิดแบบคร่าว ๆ ปีละ 50 เรื่อง 50 knowledge ก็จะมีทรัพย์สินทางปัญญากว่า 350 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องลึกซึ้ง ชัดเจน กินได้ กินง่าย เอร็ดอร่อย

การบริโภคความรู้ในอดีตเปรียบเสมือน "ยาขม" เด็ก ๆ กินยาก ผู้ใหญ่บางคนกินแล้วก็หลับ

แต่การนำเสนอความรู้ของรายการกบนอกกะลาพรั่งพร้อมด้วย "แสง สี เสียง" กินง่าย กินได้ กินดี

ถ้าหากจะเปรียบเทียบระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันบ้าง ธุรกิจที่ใช้ความรู้เป็นช่องทางสื่อสารทางการตลาด บางครั้งก็ไม่เปิดเผยข้อมูลทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้บริโภคได้รับทราบ คงจะเปิดเผยเพียงความรู้ที่ทางบริษัทจะได้ผลประโยชน์ ความรู้ที่เป็นโทษก็ปิดไว้ เหยียบไว้

แต่กบนอกกะลาืถือว่าเปิดเผยข้อมูล "เป็นกลาง" เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่อง ราว ในแง่ธุรกิจ ในแง่ผลประโยชน์กับสินค้าหรือบริการที่ได้นำเสนอนั้น ๆ

หรืออาจจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกันก็ในแง่ของ "สปอนเซอร์" ผู้สนับสนุนรายการ ก็อาจจะได้สิทธิพิเศษในการนำเสนอ ซึ่งก็ถือว่าได้ประชาสัมพันธ์บริษัทและสินค้าของตัวเองไปในตัว ซึ่งจัดได้ว่าเป็น win-win solution

ทีมงานกบนอกกะลาจึงจัดได้ว่าเป็นทีมงานที่ "ให้" ความรู้กับสังคมไทยด้วยใจที่เป็นกลาง

ข้อมูลบริบทในแง่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประชากร ชาติพันธุ์ การศึกษา ศาสนา เทคโนโลยี มีพร้อมสรรพ ครบครัน

ดังนั้น รายการกบนอกกะลาจึงเป็นต้นแบบและโมเดลสำคัญในการที่จะสร้างวัฒนธรรมทางความรู้ของประเทศไทย