ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเซบูยัง ยากจนกว่าคนไทยมาก คนชั้นล่างอยู่กันแบบง่ายๆ เดินทางโดยใช้รถสองแถวที่ยังมีใช้กันตามต่างจังหวัดใน เมืองไทย และผมเคยนั่งไปโรงเรียนสมัย ๖๐ ปีก่อน เป็นรถที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ เรียกว่ารถจี๊ปนี่ รถเหล่านี้ส่วนมากเก่า สภาพดูทรุดโทรม แต่เขาก็วิ่งกันปร๋อ และทาสีเขียนลวดลายเต็มไปด้วยศิลปะ ผมคิดว่าคนฟิลิปปินส์เป็นคนชอบศิลปะ ไม่ทราบว่าติดมาจากสเปน หรือเปล่า

ชีวิตที่พอเพียง  : 1444. วิ่งออกกำลังกายยามเช้าที่เซบู

เวลาที่ฟิลิปปินส์เร็วกว่าเมืองไทย ๑ ชั่วโมง    เช้าวันที่ ๙ พ.ย.​ ๕๔ ผมตื่นก่อนตี ๕ (ฟิลิปปินส์) เล็กน้อย    ได้ยินเสียงไก่ขันระงมมาไกลๆ แม้จะนอนอยู่ในห้องแอร์ชั้น ๑๖    พอตีห้าก็ลงไปใช้ Wifi ที่ ล็อบบี้   ตรวจ อี-เมล์ และข่าวน้ำท่วมกรุงเทพ    สรุปว่าน้ำยังคืบคลานช้าๆ เข้ากรุงเทพชั้นใน    ผู้คน (รวมทั้งผม) จับตาอนุสาวรีย์ชัยฯ  

ฟ้าสางเวลาตีห้าสี่สิบ ผมออกไปวิ่ง    โดยเดาเอาว่าออกจากโรงแรม Marco Polo Plaza เลี้ยวขวาจะเข้า หมู่บ้านคนที่เป็น ชาวบ้าน  มีชีวิตความเป็นอยู่แบบคนทั่วไปของเซบู  

แล้วผมก็โชคดี ได้เห็นสิ่งที่ต้องการเห็นและสัมผัส    ได้ตระหนักชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนเซบูยัง ยากจนกว่าคนไทยมาก    คนชั้นล่างอยู่กันแบบง่ายๆ    เดินทางโดยใช้รถสองแถว
ที่ยังมีใช้กันตามต่างจังหวัดใน เมืองไทย และผมเคยนั่งไปโรงเรียนสมัย ๖๐ ปีก่อน   เป็นรถที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของฟิลิปปินส์ เรียกว่ารถจี๊ปนี่    รถเหล่านี้ส่วนมากเก่า สภาพดูทรุดโทรม แต่เขาก็วิ่งกันปร๋อ   และทาสีเขียนลวดลายเต็มไปด้วยศิลปะ    ผมคิดว่าคนฟิลิปปินส์เป็นคนชอบศิลปะ   ไม่ทราบว่าติดมาจากสเปน หรือเปล่า  

เนื่องจากผมวิ่งริมถนนขึ้นเขา (Nivel Hill)    จึงสังเกตว่า ๒ ข้างทางมีถนนซอยแคบๆ ลาดยาง ลงไปยังหุบเขา ข้างล่างบ้าง    มีซอยแคบๆ เพียงคนเดินไปยังบ้านในซอยบ้าง    และเมื่อสังเกตดูบ้านที่อยู่ข้างล่างก็เป็นบ้านคนจน   ผมจึงนึกคำว่า “คนในหุบ (เขา)” เป็นคนจน   ผมได้เห็นพ่อเดินจูงลูกอายุ ๖ - ๗ ขวบเดินขึ้นจากหุบมาส่งลูกขึ้นรถ ไปโรงเรียน   ผมนึกให้พรในใจว่า “ตั้งใจเรียนนะหนูนะ โตขึ้นจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าชีวิตแบบเดิม”    ผมนึกถึงตัวเอง ว่า ได้มีโอกาสสร้างฐานะจากการเรียนนี่เอง

เช้าวันที่ ๑๐ ผมตื่นเวลาใกล้เคียงกันกับเมื่อวาน   และออกไปวิ่งเช่นเคย    ตอนแรกวิ่งไปดูด้านหลังโรงแรมที่เขากำลังจะก่อสร้างศูนย์การค้า     จึงเห็นว่าโรงแรมตั้งอยู่บนเนินเขาลูกหนึ่ง    เสียงไก่ขันมาจากบ้าน “คนในหุบ” ที่อยู่ด้านล่างใกล้โรงแรมนิดเดียว    มิน่าจึงได้ยินเสียงไก่ขันชัดเจนมาก

แล้วออกไปวิ่งริมถนนขึ้นเขาแบบเมื่อวาน   แต่วันนี้วิ่งเข้าซอยไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของคนจน   เวลา ๖ โมงเช้าก็มีคนเดินออกมาจากซอยมาชึ้นรถจี๊ปนี่ไปทำงาน   หรือเด็กนักเรียนเล็กๆ พ่อหรือแม่พามาขึ้นรถ (จี๊ปนี่เหมือนกัน) ไปโรงเรียน

ถนนซอยสกปรกมาก คงจะไม่มีการเก็บขยะเลย    คนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ไม่มีที่ทิ้งขยะ   เห็นร่องรอยขยะเก่าใหม่เต็มไปหมด   ซอยที่ผมเข้าไปไม่ได้ลงไปในหุบเขา    แต่ด้านซ้ายของซอยจะมีซอยย่อยเป็นแค่ทางคนเดินลงไปยังบ้านคน   เสียงไก่ขันระงม   ผมเห็นคนนั่ง หรือนอนเฉยๆ   ทำให้คิดว่า หากเขาเกิดความคิดลุกขึ้นมาออกกำลังกายด้วยการเก็บขยะและปรับปรุงภูมิทัศน์   ละแวกบ้านของเขาจะน่าอยู่ขึ้นมาก   สิ่งที่ขาดคือแรงจูงใจที่จะลุกขึ้นมาทำ    เขาคงอยู่แบบนี้มาจนเคยชินเห็นเป็นเรื่องปกติ 

แม้บริเวณจะสกปรก แต่กาศดี เย็นสบาย และสดชื่น   แถวนี้ความสูงประมาณ ๒๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

 

วิจารณ์ พานิช

๑๐ พ.ย.​ ๕๔

 

 

บ้านในหุบเขาข้างโรงแรม ที่มาของเสียงไก่ขัน

  

ลู่วิ่งริมถนนของผม

 

ถ่ายจากห้องพักชั้น ๑๖ เห็นเนินเขาและลู่วิ่งริมถนนของผมอยู่ทางซ้ายมือของภาพ

 

ร้านขายปลาริมถนน

 

 

ซูเปอร์สโตร์คนยาก

 

 

ร้านขายผลไม้และผัก

 

 

ซอยลงหุบเขา นักเรียนกำลังเดินมาขึ้นรถไปโรงเรียน

 

 

นักปั่นจักรยานขึ้นเขาและรถจี๊ปนี่

 

 

ร้านน้ำชา

 

 

ร้านวัสดุก่อสร้าง

 

 

บ้านในซอยทางลงหุบเขา

 

 

บ้านเศรษฐี

 

 

ทางลงเขาไปสู่เมือง