ฝึกจิต 

 

เครื่องรู้ของจิต และเครื่องระลึกของสติ คือลมหายใจ การฝึกจิตเป็นงานยาก งานจำเป็น ที่ต้องทำเอง ลมหายใจเป็นอาการของกายที่ไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการ ไม่ต้องการของเรา เป็นอาการของธรรมชาติ

 

ตื่นรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ไม่เพ่ง ไม่เพลิน ถ้าภาวะตื่นรู้หายไปจิตจะง่วง ให้จิตใจตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน เวทนาเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อยู่กับเวทนาโดยไม่รังเกียจ ไม่น้อยใจ ถ้ารู้สึกเมื่อย ไม่ต้องรีบเปลี่ยนอิริยาบถ รอสักพัก เวทนาจะหายไป ถ้าไม่หายไปให้พิจารณาว่าเวทนาที่เกิดขึ้นเป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง แปรปรวนทุกส่วนของวินาที ถ้าจิตไม่พร้อมพิจารณาให้แผ่เมตตาตรงจุดที่มีเวทนา ค่อยๆ นวดตรงที่ปวด ให้มีความรู้สึกดีต่อตัวเวทนา ถ้าทำอย่างนั้นยังไม่ได้ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่บังคับ ไม่หักหาญจนเกินไป

 

ปุจฉา – วิสัจชนา

 

จะทราบได้อย่างไรว่าการปฏิบัติที่ทำอยู่หยั่งลงไปถึงตัวชีวิตแล้ว 

 

ตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนคือ จะเห็นคุณค่าของศีล เห็นความจำเป็นในการพัฒนาชีวิต ขยันปฏิบัติสม่ำเสมอ ไม่ค่อยขาด มีคุณธรรมเพิ่มมากขึ้น มีเมตตา กรุณา อดทน ขยัน มุ่งมั่น มีจิตอาสา  ความหลงใหล ความโกรธ ความโมโห ความฟุ้งซ่านลดลง หมวดศีล คือคุณธรรม มีเพิ่มมากขึ้น  หมวดสมาธิเพิ่มมากขึ้น และปัญญาเด่นชัดขึ้น มีกำลังมากขึ้น

 

ขอกำลังใจสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม

 

ปัญหาและอุปสรรค คือเครื่องทดสอบความพร้อม ทดสอบคุณธรรมของเรา จิตใจต้องไม่เป็นอกุศลกับเรื่องที่แก้ไม่ได้ ทำอย่างไรจึงจะเกิดกุศล ก็ต้องเข้าใจในความเป็นธรรมดา สิ่งท้าทายเรามีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น

 

ตนต้องเป็นที่พึ่งของตน ไม่หวังพึ่งสิ่งรอบตัว  การพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นการฝากความหวังไว้กับสิ่งที่เสียได้ กับระบบที่เราควบคุมไม่ได้ แค่ดับไฟ ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ การศึกษาขัดข้องทันที เราจะเหมือนคนพิการ อย่าให้การศึกษาติดกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ควรคิดพึ่งตนเอง พัฒนาสมองตัวเองก่อน แล้วค่อยเอาเทคโนโลยีมาเสริม ทุกวันนี้เราเปิดไฟโดยไม่ต้องคิด เหมือนว่าไฟเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

 

จะสอนสังคมศาสตร์ที่เป็นเรื่องซับซ้อนให้กับเด็กอย่างไร

 

ทฤษฎี หลักการเหตุผลต่างๆ มีมากมาย ล้วนลึกซี้ง น่าคิด เราต้องมีหลักของเราก่อน แล้วค่อยไปเอาของฝรั่งที่เข้ากับหลักพุทธศาสนามาใช้ หลักคิดที่สร้างขึ้นสรุปมาจากสังคมเขาเอง  แล้วมาสรุปว่าเป็นของมนุษยชาติ  แต่ปัญหาเหล่านี้เป็นของสังคมเขาเอง ของชาติอื่นอาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

เรื่องของทรัพย์เมื่อได้มาต้องรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ต่อตัวเอง สังคม และศาสนา ไม่หลงใหล ยึดมั่น ในทรัพย์สินที่ได้มา ไม่ตกเป็นทาสของบริโภคนิยม แต่ใช้ทรัพย์สินเงินทองเพื่อชีวิตที่ดีงาม

 

ต้องให้ทุกคนมีปัจจัย ๔ พอสมควร ถ้าไม่มีปัจจัย ๔ การดูแลจิตใจให้พร้อมต่อการปฏิบัติจะเป็นเรื่องเกินกำลัง มีงานวิจัยบอกว่าการเพิ่มรายได้ไปด้วยกันกับความสุข จุดตัดคือปัจจัย ๔ หลังจากนั้นแล้วความสุขจะไม่เพิ่มตาม เพราะเป็นเรื่องที่เกินความพอเพียง

 

การสอนประวัติศาสตร์ ไม่ควรนำไปผูกไว้กับความรู้สึกรักชาติ การเรียนรู้เรื่องราวชีวิตของชาวบ้านเป็นชีวิตของคนส่วนใหญ่ในยุคต่างๆ น่าสนใจกว่าการเรียนว่าปีไหนใครรบกับใคร

 

การเรียนประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอาจจะเป็นการเรียนรู้ประวัติของความโลภ ความโกรธ ความรุนแรง ประวัติศาสตร์ความเสียสละ สันติภาพของกลุ่มชน และมนุษยชาติ  ประวัติศาสตร์ของเกลือ แหล่งเกลือ เส้นทางค้าขายเกลือ ที่กลายมาเป็นเส้นทางการเดินทางที่สำคัญในปัจจุบัน ประวัติศาสตร์คือรากเหง้า คนไทยกับน้ำ คนไทยกับข้าว เรียนเรื่องลึกซึ้งไปเลย

 

ถ้าสอนประวัติศาสตร์ให้เป็นศาสตร์ ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความรักชาติ จะเกิดปัญญาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหลาย เป็นปัญหาเก่าในรูปแบบใหม่

 

เราต้องการพัฒนาสังคมของเราไปเพื่ออะไร ไม่มีใครบอกได้ มีแต่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมไทยจึงเป็นอย่างนี้  ดังนั้นจึงต้องเริ่มต้นจากอนุบาล ด้วยการปลูกฝังความคิดดีๆ ตั้งแต่ยังเล็กอยู่