จากหนังสือ “ถ้ายังไม่เข้าใจทุกข์แล้วจะสุขได้อย่างไร” แต่งโดย ธัญวาร์
เมื่อได้อ่านแล้วทำให้รู้สึกยอมรับในหลาย ๆ ประโยคที่ตรงกับใจของเราเองเช่น
- ทำชีวิตให้เป็นเช่นดอกกล้วยไม้แล้วรอคอยการเบ่งบานของชีวิต เวลาที่เหนื่อยเราจะไม่ท้อแล้วเมื่อไรที่ท้อเราจะไม่หมดหวังเพราะเมื่อไรที่กล้วยไม้ได้บานแล้ว รับรองได้ว่าคนทั้งโลกจะต้องหันมามอง
- ศรัทธาเพียงอย่างเดียวไม่อาจต้านทางแรงลมได้ ศรัทธาจะมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกก็ต่อเมื่อศรัทธานั้นต้องมีต้นทุนชีวิต และหัวใจที่แข็งแรงมากพอ
- บางครั้งเราต้องยอมงอบ้างเพื่อสร้างวัคซีนให้หัวใจ ให้ชีวิตได้เจ็บเป็น แพ้เป็นเพื่อให้เรามองความพ่ายแพ้ของตัวเอง ด้วยสายตาที่เป็นมิตร
พร้อมจะเข้าใจและให้อภัยตัวเอง แม้ความผิดนั้นจะยิ่งใหญ่จนไม่น่าให้อภัยก็ตาม
- ความรู้มากมายที่ได้รับในโรงเรียน ไม่อาจใช้ตัดเกรดชีวิตเราในโรงเรียนของโลกได้
- เด็กมักจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันในขณะที่ผู้ใหญ่ มักเก็บตัวเองไว้กับอดีตหรืออนาคตและทั้งสองสิ่งนี้เองที่มักสร้างความทุกข์ให้เราได้มากที่สุด
- เราทุกคนต่างก็มีตะกอนของก้อนความทุกข์ที่ไม่มีใครมองเห็นตกอยู่ในหัวใจด้วยกันทั้งนั้น แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใจของใครจะนิ่งพอให้ความเศร้าเหล่านั้น ตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของหัวใจจนไม่มีพิษภัยไปทำร้ายคนอื่น และทำร้ายตัวของเราเอง
- ถ้าเราเดินผ่านความเงียบเข้าไปในตัวเองได้ความเหงาก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป เราจะรู้สึกสนุกและทึ่งกับบางสิ่งบางอย่างที่เราได้ค้นพบในตัวเรา
จงลืมไปเลยว่า ความเหงาหน้าตาเป็นอย่างไร
- อิสรภาพหอมหวานแต่น่ากลัวถ้าผู้เป็นเจ้าของอิสรภาพนั้นยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอิสรภาพกับความรับผิดชอบ
- การเดินออกจากชีวิตใครสักคนหรือเดินออกจากที่ทำงานที่รักและผูกพันมานานขอเพียงอย่าเดินไปเพราะคิดว่านาทีนี้เราต้องหนี แต่จงเดินออกไปด้วยหัวใจที่ค้นหาเมื่อไรที่ค้นหาอย่างเข้าใจ เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนรักที่ดีหรือการงานที่มีความสุข โลกนี้ไม่เคยมอบสิ่งดี ๆ ให้ใครด้วยความบังเอิญ
- ทำชีวิตให้เป็นเช่นดอกกล้วยไม้แล้วรอคอยการเบ่งบานของชีวิต เวลาที่เหนื่อยเราจะไม่ท้อแล้วเมื่อไรที่ท้อเราจะไม่หมดหวังเพราะเมื่อไรที่กล้วยไม้ได้บานแล้ว รับรองได้ว่าคนทั้งโลกจะต้องหันมามอง
- ศรัทธาเพียงอย่างเดียวไม่อาจต้านทางแรงลมได้ ศรัทธาจะมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกก็ต่อเมื่อศรัทธานั้นต้องมีต้นทุนชีวิต และหัวใจที่แข็งแรงมากพอ
- บางครั้งเราต้องยอมงอบ้าง เพื่อสร้างวัคซีนให้หัวใจ ให้ชีวิตได้เจ็บเป็น แพ้เป็นเพื่อให้เรามองความพ่ายแพ้ของตัวเอง ด้วยสายตาที่เป็นมิตร
พร้อมจะเข้าใจและให้อภัยตัวเอง แม้ความผิดนั้นจะยิ่งใหญ่จนไม่น่าให้อภัยก็ตาม
- ความรู้มากมายที่ได้รับในโรงเรียน ไม่อาจใช้ตัดเกรดชีวิตเราในโรงเรียนของโลกได้
- เด็กมักจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันในขณะที่ผู้ใหญ่ มักเก็บตัวเองไว้กับอดีตหรืออนาคตและทั้งสองสิ่งนี้เองที่มักสร้างความทุกข์ให้เราได้มากที่สุด
- เราทุกคนต่างก็มีตะกอนของก้อนความทุกข์ที่ไม่มีใครมองเห็นตกอยู่ในหัวใจด้วยกันทั้งนั้น แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใจของใครจะนิ่งพอให้ความเศร้าเหล่านั้น ตกตะกอนนอนนิ่งอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของหัวใจจนไม่มีพิษภัยไปทำร้ายคนอื่น และทำร้ายตัวของเราเอง
- ถ้าเราเดินผ่านความเงียบเข้าไปในตัวเองได้ความเหงาก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป เราจะรู้สึกสนุกและทึ่งกับบางสิ่งบางอย่างที่เราได้ค้นพบในตัวเรา
จงลืมไปเลยว่า ความเหงาหน้าตาเป็นอย่างไร
- อิสรภาพหอมหวานแต่น่ากลัวถ้าผู้เป็นเจ้าของอิสรภาพนั้นยังไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างอิสรภาพกับความรับผิดชอบ
- การเดินออกจากชีวิตใครสักคนหรือเดินออกจากที่ทำงานที่รักและผูกพันมานานขอเพียงอย่าเดินไปเพราะคิดว่านาทีนี้เราต้องหนี แต่จงเดินออกไปด้วยหัวใจที่ค้นหาเมื่อไรที่ค้นหาอย่างเข้าใจ เราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนรักที่ดีหรือการงานที่มีความสุข โลกนี้ไม่เคยมอบสิ่งดี ๆ ให้ใครด้วยความบังเอิญ
