นอกเหนือจากเพื่อการสร้างสายสัมพันธ์แห่งความรักที่ลูกมีต่อแม่แล้ว น้ำนมจากอกแม่ยังมีคุณค่าอีกมหาศาล น่าเสียดายที่เด็กยุคนี้บางคนอาจไม่มีโอกาสซึมซับความอบอุ่นระหว่างที่แม่ให้นมเหมือนเด็กรุ่นก่อนๆ เนื่องเพราะข้อจำกัดที่หลากหลาย เช่น แม่ไม่สามารถลาคลอดได้นาน หรือต้องออกไปทำงานจนไม่มีเวลาเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของแม่เอง

จากข้อมูลการศึกษาและวิจัย พบว่า ประโยชน์และคุณค่าของน้ำนมแม่นั้นมีมากมายมหาศาลกว่าที่มนุษย์เคยรับรู้มาก่อน ดังนั้น หนังสือคู่มือ...เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงเกิดขึ้นมา เพื่อให้คุณแม่หรือผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ ตระหนักถึงคุณค่าของนมแม่ที่มีต่อลูก  ทั้งนี้ .นพ.ประพุทธ ศิริปุณย์ นายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลว่าทารกเกิดใหม่ในประเทศไทยมีปีละประมาณ 8 แสนคน ในจำนวนนี้มีทารกแรกเกิดจนถึง 4เดือนแรก ถึงร้อยละ 50 ที่ไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียว และกินนมอย่างไม่ถูกวิธีขณะที่มีทารกวัย 4 เดือนเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่กินนมแม่อย่างเดียว
       
หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้เด็กไทยในอนาคตมีปัญหาในหลายเรื่องตามมา เช่น ไอคิว อีคิว รวมถึงโรคภูมิแพ้และโรคเรื้อรังต่างๆ

ด้าน พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร แพทย์ผู้คลุกคลีกับเด็กมานานกว่า 20 ปี กล่าวว่าการวิจัยที่ผ่านมา พบว่านมแม่ถือเป็นต้นทุนที่ดีในการเสริมสร้างไอคิวให้แก่เด็กนอกเหนือจากสภาพการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมแล้วเนื่องจากน้ำนมจากแม่จะมีสารไขมันและสารอื่นๆที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของมันสมองและเซลล์สมอง
       
รวมทั้งการโอบกอดของแม่ในทุกครั้งที่ให้นมลูกและการพูดคุยกับลูกระหว่างการให้นมก็จะช่วยกระตุ้นให้เกิดจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่และลูกได้ดียิ่งขึ้นอย่างไรก็ดี ในช่วง 4- 5 ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่า 30 กรณีแสดงให้เห็นว่าทารกที่กินนมแม่จะมีระดับของพัฒนาการและเชาว์ปัญญาดีกว่าทารกที่ได้รับนมผสมโดยความแตกต่างจะมีตั้งแต่ 2-3 จุดไปจนถึง 8-11 จุด โดยการวิเคราะห์เหล่านี้ได้พยายามตัดข้อแตกต่างทางด้านฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมออกไปเพื่อจะได้ผลลัพธ์ที่เกิดจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ชัดเจน
       
อย่างเช่นการศึกษาในประเทศเดนมาร์ค พบว่าในผู้ใหญ่ที่เกิดเมื่อ 40ปีที่แล้ว กลุ่มที่มีประวัติกินนมแม่นานจะมีระดับเชาว์ปัญญาดีกว่าคนที่กินนมแม่น้อยกว่า หากกินนมแม่นานกว่า 9เดือนก็จะมีระดับเชาว์ปัญญาดีกว่ากลุ่มที่กินนมแม่น้อยกว่า 1เดือน ถึง 5 จุด  หรือการศึกษาจากโรงพยาบาลนครศรีธรรมราชที่ทำการศึกษาในศูนย์เลี้ยงเด็กพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่จะมีพัฒนาการเมื่ออายุ 1 ขวบตามปกติทั้งหมดขณะที่กลุ่มที่ได้รับนมผสม จะมีพัฒนาการช้าถึงร้อยละ 17จากจำนวนเด็กที่ทำการศึกษา พญ.ศิราภรณ์ บอกด้วยว่าการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่จะทำให้แม่และลูกใกล้ชิดกัน โอบกอดกันและมีโอกาสตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ (EQ)อย่างทันท่วงทีซึ่งจะเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นที่ทารกมีต่อแม่และสิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทางอารมณ์ของเด็กต่อไป
    
ในส่วนของโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อต่างๆพบว่าทารกที่กินนมผสมมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าทารกที่กินนมแม่ถึง 2- 7 เท่าตัวดังนั้น การป้องกันโรคภูมิแพ้ในเบื้องต้น แม่จึงควรให้นมลูกอย่างเดียวในระยะ 4-6เดือนแรกโดยไม่ต้องใช้นมผสมร่วมด้วยเพื่อที่ทารกจะไม่ได้รับโปรตีนแปลกปลอมจากสัตว์อื่นเพราะในช่วงนี้ภูมิคุ้มกันบริเวณเยื่อบุลำไส้ที่คอยดักจับสารแปลกปลอมของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่  นอกจากนี้ยังพบอีกว่าทารกที่กินนมแม่อย่างเดียวโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคท้องเสียมีเพียง 4-5% ขณะที่ทารกที่กินนมผสมมีอัตราท้องเสียสูงถึง 15-20% และโรคติดเชื้อต่างๆ เช่นลำไส้อักเสบ ปอดบวม หรือการอักเสบของหูชั้นกลางก็มีแนวโน้มน้อยกว่าทารกที่กินนมผสมด้วย

     ขณะที่ รศ.พญ.อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ กุมารแพทย์ด้านภาวะโภชนาการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกันโรคอ้วนด้วยการเลี้ยงด้วยนมแม่ ว่าปัจจุบันโรคอ้วนในเด็กถือเป็นปัญหาสำคัญไปทั่วโลก และในเด็กไทยก็มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกล่าวคือ ในระยะเวลา 5 ปี (2539-2544) พบว่าโรคอ้วนในเด็กไทยก่อนวัยเรียนมีเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 ขณะที่เด็กอายุระหว่าง 6-12 ปี มีเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 31
       
ทั้งนี้ผลร้ายของโรคอ้วนที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กได้ก็มี โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดโรคทางเดินหายใจ ฯลฯ นอกจากนี้ยังอาจเกิดปัญหาทางภาวะจิตใจและเกิดการสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจตามมาด้วย   การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วง 4-6 เดือนแรกจะทำให้ทารกได้รับนมในปริมาณที่พอเหมาะและป้องกันโรคอ้วนในทารกได้อย่างดีและการดูดนมแม่ตามธรรมชาตินั้น ลูกจะเป็นผู้ควบคุมปริมาณน้ำนมที่ดูดด้วยตัวเองซึ่งต่างจากการดูดนมผสมจากขวดที่บางครั้งแม้ลูกอิ่มแล้วแต่แม่หรือคนเลี้ยงเห็นนมในขวดเหลืออยู่ก็จะพยายามให้ลูกดูดต่อจนหมด ทั้งๆ ที่มากเกินความจำเป็น      
       
ส่วนการกินนมแม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ทีมแพทย์ผู้ศึกษาพบว่าควรให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวไปจนถึง 6 เดือนจึงค่อยเริ่มให้อาหารตามวัยเพิ่มเติมควบคู่กับน้ำนมแม่ จนกระทั่งลูกอายุ 1-2 ปี   โดยการกินนมแม่อย่างเต็มที่ในช่วง 6 เดือนแรกหมายถึงในการกินแต่ละครั้งต้องให้เด็กดูดจนหมดเต้าเพราะน้ำนมส่วนหลังจะมีปริมาณไขมันมากและลูกจะได้ประโยชน์มากขึ้นโดยไม่ต้องเสริมนมผสมและไม่ต้องกินน้ำ
        ส่วนผู้ที่เป็นแม่ หากมีน้ำนมไม่พอก็ควรปรึกษาแพทย์ ที่สำคัญคือต้องดูแลสุขภาพตนเองหากชอบกินนมก็ให้กินเพียงวันละ 1-2 แก้วหากกินมากไปอาจทำให้โปรตีนแปลกปลอมจากนมวัวเล็ดลอดเข้าไปในนมแม่ได้  สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวเป็นแม่หนังสือเล่มดังกล่าวจัดว่ามีประโยชน์สูงสุด แล้วคุณจะรู้ว่า เพียง 6 เดือนแรกที่คุณใช้เวลากับลูก ผลที่ตามมามีมากกว่าที่คุณคิดมากมายนัก

เว็บไซต์ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=4751488167643

วันที่บันทึก : 7 สิงหาคม 2549