เป็นบทความ จากการสัมภาษณ์ท่านอาจาราย์นพนิธิ ผ่านการเรียบเรียงโดยผู้เขียน เพื่อลง"หนังสือคู่มือกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับประชาชน พื่อเป็นอาจาริยบูชาวาระครบรอบ 65 ปี ท่านอาจารย์นพ"

จากใจ “ท่านอาจารย์นพ”...

          หนังสือคู่มือกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับประชาชน เพื่อที่จะเป็นอาจาริยบูชาใครคราวเกษียณอายุราชการของอาจารย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของเหล่าลูกศิษย์ลูกหา “ท่านอาจารย์นพนิธิ สุริยะ” หรือที่ลูกศิษย์มักเรียกขานท่านด้วยความเคารพรักว่า “อาจารย์นพ” ได้แสดงออกถึงสายสัมพันธ์ ของ ศิษย์ ที่มีต่ออาจารย์ อันเป็นสายสัมพันธ์ที่งดงามและเป็นจุดกำเนิดพลังสร้างสรรค์หนังสือเล่มนี้ขึ้น คำกล่าวตัดพ้อที่ว่า ครูอาจารย์ก็เป็นเสมือนเรือจ้างเท่านั้น เห็นทีจะไม่ปรากฎให้เห็นเสียแล้วในสายสัมพันธ์นี้ และขณะนี้เองผู้เขียนได้พยายามถ่ายทอด ถ้อยคำจากใจของอาจารย์นพ อาจารย์ผู้เป็นที่รักของลูกศิษย์เหล่านักกฎหมายจำนวนมาก ผ่านตัวอักษรเหล่านี้ หลังจากที่ได้มีการนัดพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับอาจารย์นพเพื่อขอให้ท่านได้เล่าถึงความรู้สึกของท่านที่มีต่อบรรดาลูกศิษย์ที่ไม่ว่าจะอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือไม่ก็ตาม และลูกศิษย์กับการผลิตหนังสือคู่มือกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับประชาชนเล่มนี้

          เป็นเวลาถึง 39 ปีแล้วสำหรับบทบาทอาจารย์สอนกฎหมาย ของท่านอาจารย์นพ อาจารย์ได้ย้อนเล่าถึงมารดาผู้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างของความเป็น “ครู” คนแรกสำหรับท่าน ไม่ว่าเวลาจะนานเพียงใด อาจารย์นพยังคงรู้สึกเสมอว่า การอ่าน การค้นคว้าในสิ่งที่ผู้อื่นเขาไม่รู้ แต่อยากรู้ แล้วเราไปบอกเขาเป็นเรื่องที่มีความสุขเสมอ  ดังนั้น ณ วินาทีที่ท่านตัดสินใจเลือกที่จะเป็นอาจารย์สอนกฎหมายจนกระทั่งวันนี้ความตั้งใจและความรักในบทบาทนี้ของท่านยังมิเคยเปลี่ยนแปลง “ความรักในบทบาท” ผู้เขียนอยากจะขอใช้คำนี้อย่างยิ่งสำหรับท่านอาจารย์เพราะให้ความรู้สึกถึง “ความเป็นตัวตนของอาจารย์นพ” ที่ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสและทำให้ผู้เขียนปรักใจเชื่อไปแล้วอย่างสนิทใจว่าความเป็น ครู และ อาจารย์ เป็นเสมือนกับงาน หรือบทบาทหนึ่งของผู้ที่มีใจรัก เสียยิ่งกว่าอาชีพอันเป็นหนทางสู่เงินทองในการดำรงชีวิต อาจารย์นพได้กล่าวถึงข้อคิดเล็กๆ ของการเป็นครูอาจาย์ไว้ว่า “ครูว่า ชีวิตคนเรา ขอแค่ไม่เจ็บ ไม่จนก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นการเป็นครูไม่อดอยาก แต่ต้องไม่ฟุ่มเฟือย”

          อาจารย์นพมีมุมมองที่เป็นอมตะในทุกกาลสมัยเกี่ยวกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร อาชีพอะไรก็ตาม ดังคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยแววตามุ่งมั่นของท่าน “ครูมีความเชื่อว่า ถ้าคนเราทำในสิ่งที่รักและทุ่มเท เราจะทำมันได้” และผู้เขียนเชื่อว่าด้วยมุมมองนี้เอง จึงเป็นเหตุผลให้อาจารย์นพซึ่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็เพียรพยายามเดินทางไปสอนกฎหมายระหว่างประเทศให้กับเหล่าลูกศิษย์ลูกหาในต่างจังหวัดอย่างสม่ำเสมอตามคำเชิญของมหาวิยาลัยเหล่านั้นเฉกเช่นกับอาจารย์ท่านอื่นๆ โดยไม่เห็นว่าเป็นความยากลำบาก แม้ว่าจะมีเหนื่อยบ้างจากการเดินทางไกล แต่เมื่อทำด้วยใจรักและคำนึงถึงสิ่งที่นักศึกษาเหล่านั้นจะได้รับอาจารย์นพก็กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “คุ้มค่าและควรไป”

เมื่อกล่าวถึง “ลูกศิษย์” ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ ณ ที่ใดก็ตาม อาจารย์เล่าว่า ท่านเชื่อว่าในห้องเรียน “การให้ที่ดีที่สุดกับศิษย์” ไม่ใช่การบอกว่าอะไรที่ผิด ถูก เพราะคนเรามีความเห็นที่แตกต่างตามหลักการของเหตุผลได้เสมอ ยิ่งเป็นนักกฎหมายด้วยแล้ว แต่น่าจะเป็นการดีถ้าเราทำให้เขาได้ฝึกขบคิด คือ “ทำให้เขาตั้งข้อสงสัย” เมื่อลูกศิษย์สงสัยเขาก็จะอยากรู้ เขาก็จะศึกษาทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเขาก็คงได้พบคำตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้ ครูอาจารย์ก็จะเป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ให้คำแนะนำ และร่วมคิดไปด้วยกัน

เมื่อถามถึงเหล่าบรรดาลูกศิษย์ว่าเคยสร้างความเหนื่อยใจให้กับอาจารย์นพบ้างไหม อาจารย์นพยังคงเล่าพร้อมรอยยิ้มว่า ลูกศิษย์มีหลายแบบก็คงต้องค่อยๆ หาวิธีรับมือไป สำหรับอาจารย์นพแล้วการเข้าไปสอนลูกศิษย์ต้องมีความจริงใจ “ทำให้เขารู้สึกว่าเราจริงใจ และตั้งใจมาสอนเขา” อาจารย์นพกล่าวด้วยแววตาอันมุ่งมั่น เมื่อจริงใจเพียงพอมันจะเกิดความรับผิดชอบต่อหน้าที่การสอน ทำให้เตรียมตัวและปรับอารมณ์ก่อนเข้าไปสอน และนั่นคงเป็นที่มาที่เหล่าลูกศิษย์ซึ่งได้มีโอกาสนั่งเรียนกับอาจารย์นพแล้วมักพูดกันเสมอว่า “ท่านใจดีและอารมณ์ดีด้วย” อีกประการที่อาจารย์นพเห็นว่าสำคัญในการสอน คือ “เราต้องให้โอกาสเขา” ได้พูด ได้แสดงความคิด ได้ค้นคว้า พร้อมกับการ “ให้เกียรติลูกศิษย์” อาจารย์นพมักจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการให้เกียรติลูกศิษย์ของท่าน ก็คือ การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ท่านกล่าวด้วยใบหน้าที่อมยิ้มเมื่อเอ่ยถามถึงลูกศิษย์ “ครูว่าการคุย แลกเปลี่ยนกับลูกศิษย์เป็นเรื่องที่สนุก” นอกจากนี้สิ่งที่สังเกตได้อีกประการ คือ อาจารย์นพในเวลาที่พูดคุยกับลูกศิษย์ ไม่ว่าในสถานที่ใดท่านจะแทนตัวลูกศิษย์ที่ท่านกำลังพูดด้วยว่า “คุณ” เสมอไม่ว่าคนนั้นจะหน้าที่การงานอย่างไร หรืออายุเท่าใดก็ตาม

“ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน” ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในใจผู้เขียนทันที โดยที่อาจารย์นพไม่ได้กล่าวถ้อยคำทำนองนี้ในบทสนทนา เพียงแต่ผู้เขียนรู้สึกได้เองหลังจากได้ฟังท่าน เล่าถึงลูกศิษย์คนหนึ่งที่ท่านเคยกล่าวคำขอโทษกลางห้องเรียน ด้วยเหตุที่ท่านให้คะแนนกับลูกศิษย์คนนั้นผิดไป ท่านมีความเห็นว่าคนเราไม่ว่าจะเป็นเพศใด ไม่ว่าจะมียศตำแหน่ง หรือเป็นครูอาจารย์เขาก็ตาม เมื่อทำผิดก็ต้องกล่าวขอโทษให้เป็น “ครูว่าการขอโทษมันไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะพูด การที่ทำผิดแล้วไม่ขอโทษนั่นเป็นเรื่องที่น่าอายยิ่งกว่า ที่สำคัญเราเป็นครูอาจารย์ด้วยแล้ว มันจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี”

ส่วนการสร้างสรรค์หนังสือคู่มือกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับประชาชนเพื่อเป็นอาจาริยบูชาเล่มนี้ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยของอาจารย์นพระหว่างบทสนทนาได้ปรากฎให้เห็นถึงความปิติยินดีของท่าน “ครูรู้สึกดีใจ ยินดีที่ได้มีหนังสือกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ภาษาธรรมดาเหมาะกับผู้ที่ไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนกฎหมายมา และยิ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ในมุมมองคนทั่วไปอาจจะไกลตัวด้วยแล้ว” ดังนั้นท่านจึงหวังว่าหนังสือเล่มนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้ผู้ซึ่งมิใช่นักกฎหมายได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศยิ่งขึ้น

ในส่วนบรรดาลูกศิษย์ของท่านอาจารย์นพ ซึ่งอาสาอุทิศตนเขียนหนังสือเล่มนี้นั้น อาจารย์นพกล่าวด้วยถ้อยคำที่ราบเรียบ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความถ่อมตนและความปิติยินดีอย่างยิ่งในความรู้สึกตามที่ผู้เขียนสัมผัสได้ เมื่อได้เห็นหยาดน้ำตาเล็กๆ ที่แฝงในดวงตาของท่าน ท่านกล่าวว่า “ครูไม่คิดว่า คนเหล่านี้ซึ่งครูได้สอนไป เขาจะกลับมาสละเวลาของพวกเขาช่วยกันเขียนหนังสือนี้ และที่สำคัญกว่าการสละเวลา คืออุทิศความรู้เหล่านี้ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งดีดีก็เกิดกับประชาชน ครูไม่อยากกะเกณฑ์ว่าใครต้องมาเขียน หรือเขียนเรื่องอะไร แต่เมื่อเขาได้ทำ ได้เขียนในเรื่องที่เขาอยากเขียนหรือถนัด มันก็เป็นประโยชน์กับผู้อื่นต่อไป ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ครูรู้สึกขอบใจ  เมื่อมาถึง ณ ตรงนี้ผู้เขียนนึกอะไรไม่ออกจริงๆ ทำได้เพียงอมยิ้มอยู่ในหัวใจนึกถึงบรรยากาศของการให้ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ ต่อผู้รับจากรุ่นสู่รุ่น และผู้รับเหล่านั้นได้ส่งต่อมันให้กับผู้อื่น “การให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด” นับว่าเป็นสายสัมพันธ์ของการแบ่งปัน ท่ามกลางความจริงใจและความผูกพันที่มีต่อกัน ระหว่าง ครูอาจารย์ และ ศิษย์ ซึ่งมันยังคงชัดเจนไม่ได้เหือดหายไปตามกาลเวลาของชั่วโมงเรียนที่สิ้นสุดไปแล้วแต่อย่างใด

เรียบเรียงโดย พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ ผ่านการสัมภาษณ์ท่านอาจารย์นพนิธิ สุริยะ