วินาทีนั้น คิดว่าเขาคงไม่รอดแน่ๆ ร้องไห้ฟูมฟาย
เปิดฉากด้วยภาพที่หลายๆ คนคงไม่เคยเห็น
เขาในภาพคือเจ้าของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเล่าต่อไปนี้ค่ะ
หลังจากที่ดิฉันได้เล่าประสบการณ์อพยพตอนน้ำท่วมให้ทุกท่านฟังในตอนที่แล้ว ความเดิมคือ "เราตัดสินใจอพยพออกมาจากบ้านพร้อมด้วยสัมภาระและหมาน้อย" หลังจากอพยพได้ไม่นานน้ำก็ท่วมตามพวกเราไปจนทำให้พวกเราต้องกลับบ้านที่สกลนคร
หมาน้อยวิ่งเล่นที่สนามหญ้าอย่างสบายอุรา เพราะเขาไม่เคยมีบริเวณกว้างๆ วิ่งมาก่อนเลย ได้แต่อัดอยู่ในทาวน์เฮาส์เล็กๆ ในเมืองกรุง สองวันผ่านไป หมาน้อยก็วิ่งเล่นเช่นเคย
เช้าวันที่สามหมาน้อยก็ยังวิ่งเล่นต่อไปแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อดิฉันได้ยินเสียงหมาเห่าเสียงดังที่หน้าบ้าน ตอนแรกก็กะว่าจะไปไม่ดูคงเห่าธรรมดาทั่วไป แต่เสียงหมาตัวที่เห่านั้นดูน่าสนใจเสียจริง เหมือนจะขอความช่วยเหลือ (เดาจากน้ำเสียง)
พอดิฉันวิ่งออกไปดู ใจแทบจะวายไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าหมาตัวใหญ่มากๆๆ สีดำทะมึนทึน มันกำลังกัดหมาน้อยของดิฉันมันทำเหมือนหมาเล่นตุ๊กตา กัดแล้วสะบัดๆๆๆ หมาน้อยดิฉันอยู่ในปากของมัน ส่วนหมาตัวอื่นๆ เหมือนจะกลัวมากได้แต่เห่าขอความช่วยเหลือให้คนมาช่วยเจ้าหมาน้อยผู้โชคร้าย
ดิฉันไม่รู้ตัวว่ากรีดร้องเสียงดังแค่ไหน รู้แต่ว่าชาวบ้านวิ่งออกมาดูกันทุกหลังคา เสี้ยวนาทีของชีวิตน้อยๆ หมาตัวนั้นได้อ้าปากหมาน้อยหล่นออกมา มันยังไม่รู้ตัวว่าตนเองต้องเจ็บปวดด้วยสัญชาตญาณ มันจะสู้ต่อดิฉันรีบวิ่งไปแยกออกมา สิ่งที่เห็นคือหลังของเจ้าหมาน้อย ได้ฉีกขาดและมีบาดแผลเหวอะหวะ ดิฉันทำอะไรไม่ถูกได้แต่คิดๆๆ ทำอะไรก่อน สติกลับมาก็รีบนำหมาไปล้างน้ำแล้วนำแอลกอฮอล์ มาเช็ดแผล แล้วนำผ้าพันแผลมาปิดไว้ อ้อ ใส่ยาแดงด้วย มีอะไรใส่หมดเลยตอนนั้น
หลังจากนั้นรีบพาไปส่งรพ.สัตว์ โชคยังดีวันนั้นเป็นวันอาทิตย์แต่หมอยังอยู่ หมอดูแผลแล้วบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเลือดออกในช่องท้องและซี่โครงทะลุ ดิฉันก็ไม่ขัดแย้งอะไรเลยรู้แต่ว่าเขาต้องรีบรักษา
หมอให้เข้าไปดูตอนผ่าตัดได้ดิฉันก็เป็นห่วงเข้าไปดู แต่สิ่งที่เห็นเรารับไม่ได้ค่ะ วินาทีนั้นคิดว่าเขาคงไม่รอดแน่ๆ คงต้องตายจากเราไปแน่ๆ ร้องไห้ฟูมฟายจนต้องออกจากห้องผ่าตัดไป เพราะกลัวว่ากวนสมาธิหมอ นานทีเดียวไม่ได้ดูเวลา หมอบอกว่าต้องรอให้ผ่านสามวันไปก่อนถึงจะบอกได้ว่ารอดหรือไม่แต่ตอนนี้ก็คาดว่ารอดตายไปเปราะนึง
ระหว่างรอ สามวันตามที่หมอบอก เรากระวนกระวายใจมากเพราะกลัวหมาน้อยตายจากไป คงรู้สึกผิดแน่ๆ เพราะเราดูแลไม่ดีปล่อยไปวิ่งเล่นไม่เดินตาม
ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีเสมอวันที่สองเราไปเยี่ยมหมาน้อยหมอบอกว่าเป็นสัญญาณดีมากหมาน้อยลุกยืน ตาแป๋ว เห็นเราไปหากระดิกหางให้แสดงว่าเขารอดตายแน่ๆ แต่สิ่งที่ต้องลุ้นคือเขาอาจติดเชื้อเพราะว่าแผลของเขาเหวอะหวะมาก แต่ก็ยังดีที่เขารอดตายจากบาดแผลนั่นมาแล้ว ส่วนติดเชื้อเรารักษาได้ ดิฉันยังคิดในแง่ดีไว้
ณ วันนี้ผ่านมาแล้ว 13 วัน ดิฉันต้องกลับมา กทม. จึงต้องพาเขาออกจากรพ.มาด้วย หมอบอกว่าให้มาตัดไหมที่กทม. ตามคลินิก ก่อนออกมาหมอเปิดแผลดูและบอกว่าไม่ต้องกังวลแผลดีมาก หายแน่นอน ดิฉันค่อยยิ้มออกและสบายใจ รู้สึกโล่งอกมากๆ พรุ่งนี้แล้วจะได้พาหมาน้อยไปตัดไหมจากแผลที่เหวอหวะ เขาจะได้หายซะที

ดิฉันเข้าใจว่าคนที่เลี้ยงสุนัขน่าจะรู้สึกและเข้าใจนะคะว่าเรารักเขามาก คงเช่นเดียวกับรักคนเหมือนกัน เพราะบางทีดิฉันเองได้รับฟีดแบคว่า เข้าข่ายเว่อร์ เลี้ยงยังกะเลี้ยงเด็ก แต่ดิฉันก็ไม่สนใจเพราะเลี้ยงอะไรก็ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุด
ต้องบอกก่อนว่าดิฉันไม่เคยสูญเสีย บุคคลอันเป็นที่รักจึงยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเสียใจมากแค่ไหน เคยเห็นคนรอบข้างเสียใจเราก็ได้แต่แสดงความเสียใจกับเขา แต่พอเจอกับตัวเองเหตุการณ์แรกคือ หมาเฉียดตาย เข้าใจมากๆ ว่าคนที่เสียบุคคลอันเป็นที่รักเขารู้สึกอย่างไร
ดิฉันได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ว่า "ถ้าบนเตียงผ่าตัดนั่นเป็น พ่อ แม่ พี่สาว สามี ของเรา เราจะทำอย่างไร เราไม่อยากให้วันนั้นมาถึง สิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำดีต่อกันจงรีบทำจะได้ไม่เสียใจหากวันนั้นมาถึง เพราะอย่างน้อยเราก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว"