ผมได้ร่วมทอดกฐินสายปี ๒๕๕๔ ของวัดห้วยส้ม บ้านห้วยส้ม หมู่ ๕  ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เป็นเจ้าภาพด้วย ๑ กอง จากเจ้าภาพทั้งหมด ๑๕๐ กอง บ้านห้วยส้มเป็น ๑ ใน ๙ หมู่บ้านของตำบลสันกลาง ซึ่งตำบลสันกลางนี้ แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอหางดงและได้โอนมาขึ้นกับอำเภอสันป่าตองในเวลาต่อมา มีที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของตัวเมืองเชียงใหม่หรือด้านตรงข้ามกับอำเภอแม่ริม หากเดินทางออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ผ่านวัดสวนดอกและโรงพยาบาลสวนดอก แล้วเลี้ยวซ้ายที่แยกกาดต้นพยอม จากนั้นนั่งรถไปตามถนนเลียบคลองชลประทาน ตรงไปจนเกือบสุดถนนเลี้ยวไปอำเภอสันป่าตองและจอมทอง จะอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร

 

พื้นที่ส่วนใหญ่ของชุมชนบ้านห้วยส้มเป็นสวนและไร่นาเชื่อมต่อกับเขตป่าสงวน ชุมชนและบ้านเรือนผสมผสานกันระหว่างชาวบ้านซึ่งเป็นคนดั้งเดิมของท้องถิ่นกับบ้านเรือนและย่านอาศัยของผู้มาอยู่ใหม่ ประกอบด้วยร้านค้า บ้านอยู่อาศัยของคนทำงานในเมือง บ้านพักของคนทำงานจากต่างถิ่นทั้งในและต่างประเทศ ลักษณะโดยรวมจึงมีความเป็นชุมชนชนบทสมัยใหม่หลังยุคอุตสาหกรรมและยุคสารสนเทศ กล่าวคือ ชุมชนและประชาชนผู้อยู่อาศัย เป็นคนชั้นกลางและคนชนบทซึ่งมีความทันสมัยแบบคนเมือง อีกทั้งมีเครือข่ายเชื่อมโยงในขอบเขตทั่วโลก แต่ดำเนินชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและบนปัจจัยแวดล้อมแบบชนบท

การก่อตัวของลักษณะชุมชนแบบนี้เป็นแนวโน้มพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของสังคมทั่วโลก มีทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรหลายทฤษฎีอธิบายว่าเกิดจากผลกระทบและผลสืบเนื่องของกระบวนการทางการศึกษาซึ่งสร้างคนชั้นกลางและแรงงานทักษะฝีมือเข้าสู่การทำงานและดำเนินชีวิตในสังคมเมือง เพิ่มมากขึ้นเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ในเมือง กระทั่งถึงจุดอิ่มตัวและเกิดแรงกดดันจากสังคมและสภาพแวดล้อมเมือง ขณะเดียวกัน ก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมที่เอื้อให้ผู้คนในสังคมสามารถพัฒนารสนิยมชีวิต เลือกสรรรูปแบบการดำเนินชีวิต ที่มุ่งทันสมัยทางด้านความรู้และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มุ่งเข้าถึงคุณค่าแห่งชีวิตด้านในและลดความทันสมัยทางวัตถุทางด้านอื่นอย่างที่เป็นรูปแบบชีวิตส่วนใหญ่ของการอยู่ในสังคมเมือง กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดแบบแผนการย้ายถิ่นเพื่อเลือกสรรการใช้ชีวิต จากประเทศที่ทันสมัยก้าวหน้าสู่การดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมในประเทศที่ยังพัฒนาเป็นสังคมสมัยใหม่ไม่มาก จากสังคมเมืองสู่ชนบท ก่อให้เกิดชุมชนชนบทในอีกแบบแผนหนึ่งขึ้น 

 

วัดห้วยส้ม เป็น ๑ ในวัด ๔ แห่งที่มีอยู่ใน ๙ หมู่บ้านของตำบลสันกลาง จึงเป็นศูนย์กลางหลักแห่งหนึ่งของบ้านห้วยส้มและชุมชนโดยรอบ อีกทั้งเป็นแหล่งดำเนินการศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ซึ่งจัดโครงการศึกษาอบรมวิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้สนใจจากแหล่งต่างๆของเชียงใหม่ รวมทั้งจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีพระสงฆ์จำพรรษา ๑ องค์และเป็นเจ้าอาวาสด้วย มีศาสนสถานและแหล่งจัดเก็บสิ่งของส่วนรวมเพื่อใช้ร่วมกันในชุมชนที่สำคัญคือ พระอุโบสถ วิหาร เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ศูนย์วิปัสสนาและที่พัก อาคารเก็บสิ่งของสำหรับใช้สอยส่วนรวม กุฎีสงฆ์ และศาลาการเปรียญซึ่งกำลังก่อสร้าง ไม่มีแหล่งจัดงานศพและเมรุเผาศพแบบวัดส่วนใหญ่ในภาคกลางกับภูมิภาคอื่นๆของประเทศ เพราะในวัฒนธรรมล้านนานั้น นิยมตั้งศพที่บ้านและเผาศพในสุสานส่วนรวมตามป่าและลานกลางแจ้งนอกย่านชุมชน บ้านผมอยู่ห่างจากวัดไม่กี่ช่วงเสาไฟฟ้า สามารถเดินเท้าถึงใน ๑๐-๒๐ นาทีเท่านั้น

 

กิจกรรมของชาวบ้านในพื้นที่กับคนภายนอกที่จัดขึ้นในวัดนั้นจะต่างกัน โดยชาวบ้านในพื้นที่จะไปวัดทำบุญ ถือศีลอุโบสถ จัดงานบุญงานประเพณีตามวาระต่างๆ รวมทั้งจัดกิจกรรมชุมชนโดยมีวัดเป็นพื้นที่ส่วนรวม และจัดเก็บทรัพยากรส่วนกลางของชุมชน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ภาชนะ และสิ่งของสำหรับจัดงานต่างๆ ให้ชาวบ้าน โรงเรียน และหน่วยงานต่างๆนำไปใช้ร่วมกัน ส่วนผู้ร่วมกิจกรรมวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า นักศึกษา อาจารย์ แพทย์ และคนทำงานสาขาต่างๆจากภายนอก รูปแบบที่แตกต่างกัน ต่างสนองตอบต่อความจำเป็นในชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนกัน

วัดห้วยส้ม สถานีอนามัย และโรงเรียนบ้านห้วยส้ม ตั้งเรียงรายต่อเนื่องอยู่ในบริเวณเดียวกันตรงหัวโค้งถนนเลียบคลองชลประทานเลี้ยวเข้าอำเภอสันป่าตองที่สามารถทะลุไปลำพูน จอมทอง และดอยอินทนนท์ ชาวบ้านในท้องถิ่นมีอัธยาศัยเหมือนลักษณะทั่วไปของคนชนบทและคนอยู่อาศัยแบบมีความเป็นชุมชน ให้การทักทายโอภาปราศัยและมีไมตรีต่อการปฏิสัมพันธ์กันได้ง่ายๆ พลังสังคมอันเกิดจากการสื่อสารแบบเห็นหน้า การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางตรง และการบอกต่อกันปากต่อปาก มีบทบาทสำคัญผสมผสานกับการสื่อสารและเคลื่อนไหวสังคมด้วยสื่อสมัยใหม่ 

 

อบต.บ้านห้วยส้มเป็น อบต.ระดับ ๕ จัดว่าเป็น อบต.ขนาดเล็ก เครือข่ายผู้นำและภาวะผู้นำของกลไกดูแลสุขภาวะส่วนรวมของท้องถิ่น จึงมีความเป็นผู้นำตามธรรมชาติและใช้ภาวะผู้นำทางสังคมวัฒนธรรมมากกว่าความเป็นผู้นำจากกลไกความเป็นทางการ  ดังนั้น กำนันหรือจ่าบ้าน พ่อหลวงหรือผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งสมาชิกของ อบต. จึงมีบทบาทในการเป็นผู้นำกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนไปด้วย เช่น เป็นผู้นำกิจกรรมทำบุญกุศล เป็นมัคนายก เป็นศูนย์กลางในการกระจ่ายข้อมูลข่าวสารของชุมชน ตลอดจนเป็นตัวแทนของชุมชนในการเชื่อมต่อกับสังคมภายนอก อบต.ทำน้ำสะอาดสำหรับดื่มให้บริการส่งถึงบ้านแก่ประชาชน รวมทั้งทำตลาดวางของขายในชุมชน

 

หอกระจายข่าวของชุมชนมีบทบาทต่อการเป็นช่องทางการสื่อสารสาธารณะของท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการสุขภาพและสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทางด้านสาธารณสุข ฟังจากเนื้อหาแล้วผู้ดำเนินการน่าจะเป็น อสม.ด้วย

ร้านอาหารและร้านค้าในชุมชนส่วนใหญ่ที่รายเรียงไปตามย่านทางสัญจร มักเป็นร้านค้าที่ประกอบกิจการไปกับการอยู่อาศัย มีจำนวนไม่น้อยที่ชาวบ้านท้องถิ่นได้ดัดแปลงบ้านให้เป็นร้านขายของข้างทาง บรรยากาศ ฝีมือ และศิลปะที่กลมกลืนอยู่ในมิติต่างๆจึงมีความเป็นชาวบ้านมาก เช่น มีรสชาติรายการอาหารแบบพื้นเมือง ราคาถูก ไม่แออัด น้ำแข็งและน้ำเปล่าฟรี มีหนังสือพิมพ์ให้นั่งอ่านและคุยกัน มีเพลงให้ฟัง พูดคุยกันอย่างเอาใจใส่ สามารถซึมซับความเป็นชีวิตและจิตวิญญาณความเป็นชาวบ้านท้องถิ่นล้านนาที่อยู่ในอัธยาศัยใจคอของผู้คนได้เป็นอย่างดี พื้นที่ในความดูแลของปัจเจกแต่มีปริมณฑลของสาธารณะเข้าไปเคลื่อนไหวอยู่ในลักษณะดังกล่าวนี้ของชนบท จัดว่าเป็นจุดเชื่อมต่อเหมือนปมประสาทของชุมชน ทำให้ชีวิตและจิตวิญญาณความเป็นชุมชน รวมทั้งสุขภาวะของส่วนรวม มีความแข็งแรง

 

กฐินสายของวัดห้วยส้ม จัดขึ้นบนพื้นฐานของทุนทางสังคมวัฒนธรรมดังที่กล่าวมาในข้างต้น และเป็นกฐินสายหรือกฐินสามัคคีที่เพิ่งจัดขึ้นต่างออกไปจากทุกปีซึ่งเป็นกฐินเจ้าภาพเดียว การทำให้เป็นกฐินสาย ๑๕๐ กอง ๆละ ๒,๕๐๐ บาท จึงทำให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึงมากกว่าการตั้งเป็นกองกฐินเจ้าภาพเดี่ยวและต้องสิ้นค่าใช้จ่ายก้อนโตซึ่งสูงเกินไปสำหรับการบริจาคบำรุงส่วนรวมของชาวบ้าน

เจ้าภาพกฐินแต่ละกองจะจัดทำต้นกฐินและรวมกลุ่มศรัทธาเป็นกลุ่มย่อยตามบ้านของตนเอง เตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อนำกองกฐินไปทอดรวมกันให้เสร็จในวันเดียวซึ่งนัดในวันศุกร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ซึ่งเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ และเป็นวันลอยกระทง 

ทางกรรมการวัดได้สร้างปรัมพิธียกพื้นสูงเท่าเอวขึ้นชั่วคราวกลางสนามหญ้าลานวัดความยาวสักประมาณ ๑๕ เมตร มีขั้นลดหลั่นแบบขั้นบันได ๓ ชั้น เพื่อวางต้นกฐินจำนวน ๑๕๐ กองให้ลดหลั่นสูงต่ำกัน ๓ แถว ปูพื้นปรัมพิธีด้วยผ้าขาว ตรงกลางปรัมพิธียกร้านสูงและประดิษฐานพระพุทธรูปเป็นประธาน ๑ องค์ ด้านหน้าพระอุโบสถตบแต่งด้วยทางมะพร้าว ต้นกล้วย ต้นอ้อย ระแนงไม้ไผ่สานเป็นตาราง และวัสดุอย่างง่าย กำนันตำบลห้วยส้มเป็นคนหมู่ ๙ ทำหน้าที่เป็นโฆษกไปด้วยตลอดรายการ

 

เมื่อถึงเวลาแห่กฐิน เจ้าภาพกองกฐินและชาวบ้านก็นำกองกฐินไปพร้อมกันที่วัด เมื่อไปถึงแล้วก็นำเอาต้นกฐินไปวางเรียงกันบนปรัมพิธีที่สร้างไว้ดังกล่าว ระหว่างขบวนกฐินค่อยๆแห่มารวมกันนั้น เมื่อย่างเข้าสู่บริเวณวัด ก็จะมีชาวบ้านและคนเฒ่าคนแก่นำข้าวตอกและดอกไม้โปรยต้อนรับตามสองข้างทางเดิน

การตั้งกองกฐินเรียงรายบนปรัมพิธีกลางลานวัด นับว่าเป็นสื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นกฐินสายหรือกฐินสามัคคีได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกองกฐินเล็กๆของเจ้าภาพแต่ละกลุ่มศรัทธาซึ่งเหมือนกับส่วนย่อยและความเป็นปัจเจก จะค่อยๆทำให้ปรัมพิธีที่แต่เดิมเป็นเพียงยกพื้นว่างเปล่า ก่อตัวเป็นกองกฐินเนืองแน่นเป็นแถวเป็นแนว เห็นความเป็นปึกแผ่น ล้นหลาม และสัมผัสได้ถึงพลังอลังการของความสามัคคีผ่านกองกฐินที่ค่อยๆขยายตัวเพิ่มพูนต่อเนื่องตามลำดับการทยอยกันมาถึงวัดของกองกฐินกระทั่งเต็มจากทุกสาย ๑๕๐ กอง

มองในแง่ของศิลปะแล้ว ก็จัดว่าเป็นศิลปะแบบจัดวาง ผสมผสานกับศิลปะแบบ Happening Art ของชาวบ้านที่มีความเป็นเลิศอย่างยิ่ง องค์ประกอบเชิงระบบและโครงสร้างต่างๆ ที่แต่เดิมดูโหรงเหรงและขาดความลงตัวนั้น เมื่อเกิดองค์ประกอบของชีวิต ผู้คน ชุมชน และการจัดวางตนเองของกองกฐินและสิ่งต่างๆที่นำเข้ามาสู่พื้นที่การออกแบบอย่างเป็นธรรมชาติ ภาพรวมทั้งอาณาบริเวณก็กอปรขึ้นเป็นงานศิลปะมีชีวิตขนาดใหญ่ ลงตัว กลมกลืน เลื่อนไหล แผ่พลังความอิ่มปีติ ส่งความงอกงาม ความดี ความจริงของชีวิต เข้าสู่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณจำเพาะตนของทุกคนได้โดยตรง

เจ้าภาพกฐินสายและกลุ่มศรัทธา ประกอบไปด้วยกลุ่มคนและหน่วยงานในท้องถิ่นหลากหลาย อันได้แก่ ศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านห้วยส้ม โรงเรียนสันป่าตอง สถานีอนามัยบ้านห้วยส้มและโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตำบลห้วยส้ม เจ้าของกิจการ ร้านค้า และชาวบ้าน

 

เมื่อกองกฐินมาครบและชาวบ้านพร้อมแล้ว กองกฐินจะยังคงตั้งไว้บนปรัมพิธีกลางลานวัด ส่วนชาวบ้านที่เตรียมผ้าไตรทอดกฐิน ก็จะนำผ้าไตรเข้าไปในโบสถ์เพื่อน้อมถวายเป็นผ้ากฐินแด่พระสงฆ์ ก่อนเริ่มพิธี จะมีการรวมน้ำและรวมดอกถวายพระ ชาวบ้าน โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ จะเตรียมน้ำใส่ขวดเล็กๆ และดอกไม้ธูปเทียนมาจากบ้าน มัคนายกและชาวบ้านอาสาจะนำเอาภาชนะขนาดใหญ่หรือขันเงินเดินให้ชาวบ้านเทน้ำจากขวดที่ตนเองเตรียมมา รวมกันไว้ในขัน กระบวนการดังกล่าวนี้ ต่างจากวิธีของพุทธศาสนิกชนในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งจะใช้น้ำสำหรับกรวดน้ำแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลผลบุญให้แก่ผู้อื่น

 

ส่วนดอกไม้ ก็จะนำไปใส่พานบูชาพระรัตนตรัย เมื่อพร้อมแล้ว มัคนายกก็นำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล ถวายผ้ากฐิน ประธานแห่งสมมติสงฆ์ ประกาศให้หมู่สมมติสงฆ์เสนอภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและปัญญาได้เป็นผู้กรานกฐิน ซึ่งหมู่สงฆ์ได้เสนอเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม

หลังจากสมมติสงฆ์ทำพิถีกรานกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้ชาวบ้านผู้เตรียมผ้าไตรจีวรมาถวายพระ นำไปน้อมถวายแด่พระสงฆ์ด้วยตนเอง เมื่อเสร็จแล้ว พระสงฆ์สวดให้พร มัคนายกนำนั่งสมาธิ ๑ นาทีแล้วกราบพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง.