จอห์น ลอค (John Lock ค.ศ. ๑๖๓๒-๑๗๐๔) ถือได้ว่าเป็นนักปรัชญาที่แม้ว่าจะเห็นด้วยกับหลักการด้านอื่น ๆ ของนักพาณิชย์นิยม แต่เขาไม่เห็นด้วยในเรื่องบทบาทของรัฐบาล ความคิดที่สำคัญในเรื่องนี้ก็คือ การก่อตั้งรัฐบาลนั้นเป็น “สัญญาสังคม” (social contract) ที่ทำขึ้นระหว่างรัฐบาลกับกับประชาชน โดยฝ่ายประชาชนตกลงยินยอมที่จะเสียสละเสรีภาพบางส่วนของตนไปให้แก่รัฐบาลเพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำหน้าที่ในการให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนแต่ละคนและได้รับผลประโยชน์จากแรงงานของประชาชน ดังนั้นเพื่อเป็นการให้การตอบแทนแก่ประชาชนที่ยอมเสียสละเสรีภาพส่วนบุคคลนี้ รัฐบาลควรจะให้หลักประกันแก่ประชาชนในการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเพื่อก่อให้เกิดแรงจูงใจในการผลิต ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาษีนั้น
ลอคมีความเห็นว่าประชาชนควรจะต้องยินยอมพร้อมใจให้รัฐบาลปกครองประเทศเสียก่อนรัฐบาลจึงจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนเสียสละส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของเขาในรูปภาษีได้ และถ้าหากรัฐบาลเรียกร้องผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากแรงงานของเขามากเกินไป ประชาชนเหล่านั้นก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธรัฐบาล โดยลอคเชื่อว่าบทบาทของรัฐบาลในการที่จะจัดการเศรษฐกิจของประเทศควรอยู่ในขอบเขตที่จำกัด อาจกล่าวได้ว่า ลอคเป็นผู้ที่ริเริ่มแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายของรัฐบาล แรงจูงใจในการผลิต และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
เดวิด ฮูม (David Hume ค.ศ. ๑๗๑๑-๑๗๗๖) นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์ชาวสก๊อตได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในการทำให้มีการเลิกเชื่อถือแนวความคิดของนักพาณิชย์นิยม เขาเป็นผู้เชื่อในปรัชญาของการค้าแบบเสรีและเชื่อว่ากลไกทางเศรษฐกิจซึ่งทำงานโดยอัตโนมัติจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมีการดำเนินงานที่ราบรื่นกว่าการเข้าควบคุมโดยรัฐบาล เขาสนับสนุนให้มีการค้ากับต่างประเทศโดยเสรีเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แม้ว่าเขาจะเน้นความสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับนักพาณิชย์นิยมในประเด็นที่ว่า ดุลการค้าที่ได้เปรียบจะเป็นผลดีต่อประเทศเสมอไป เกี่ยวกับบทบาทของภาษีและแรงจูงใจในการทำงานนั้น ฮูมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดทางด้านภาษีของนักพาณิชย์นิยมหลายประการด้วยกัน
ประการแรก เขาไม่เห็นด้วยกับนักพาณิชย์นิยมที่เห็นว่าการเพิ่มอัตราภาษีจะกระตุ้นความพยายามในการทำงานและก่อให้เกิดความสามารถที่จะแบกรับภาระภาษีได้เสมอไป เขาเชื่อว่าในบางกรณีเท่านั้นที่การเพิ่มอัตราภาษีอาจกระตุ้นความพยายามในการทำงาน แต่ผลอันนี้ก็ค่อนข้างจำกัดเฉพาะต่อเมื่อการเพิ่มอัตราภาษีนั้นกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอัตราที่เพิ่มขึ้นนั้นยังอยู่ในระดับปานกลางและไม่เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต ดังนั้นเขาเห็นว่าอัตราภาษีที่สูงมากเกินไปย่อมเป็นผลเสียต่อแรงจูงใจในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เขาจึงเสนอแนะว่ารัฐบาลควรที่จะมีนโยบายภาษีในลักษณะที่จะส่งเสริมและสนับสนุนความพยายามในการผลิตและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ฮูมเห็นว่า แรงจูงใจในการทำงานในด้านบวกมีความสำคัญ ถ้าประชาชนมีแรงจูงใจในการทำงานในด้านบวกแล้วย่อมกระตุ้นให้เกิดการการทำงานมากขึ้น
ประการที่สาม ฮูมเห็นว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างอัตราภาษีและรายรับภาษี โดยชี้ให้เห็นว่าในบางกรณีการเพิ่มอัตราภาษีอาจนำไปสู่การลดลงในรายรับภาษี เนื่องจากอัตราภาษีที่สูงจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการผลิต รัฐบาลควรดำเนินนโยบายภาษีในลักษณะที่แสวงหารายรับจากภาษีหลาย ๆ ชนิด และพยายามทำให้ฐานภาษีกว้าง
ซึ่งแนวความคิดของฮูมมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของ อดัม สมิท เป็นอย่างมาก เนื่องจากทั้งสองเป็นเพื่อนที่ชอบพอกันมาก