การจัดการการศึกษาของบุคลากรสุขภาพเพื่อบรรลุบริการสุขภาพถ้วนหน้า
6th AAAH (Asia-Pacific Action Alliance of Human Resource for Health) Conference เขาพูดกัน เรื่องการจัดการเกี่ยวกับบุคลากรสุขภาพทั้งหมด แต่ที่ผมจะเอามาบันทึกหยิบมาส่วนเดียวเฉพาะการจัดการศึกษา
ผมคิดว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือต้องไม่ปล่อยให้การจัดการศึกษาของบุคลากรสุขภาพอยู่ในมือของมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว ทางระบบบริการสุขภาพต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย กล่าวง่ายๆ ว่า ฝ่ายระบบการศึกษา กับฝ่ายระบบบริการต้องเข้ามาร่วมกันทำงานจัดการศึกษา เพื่อให้การศึกษาผลิตบุคลากรที่มีความสามารถ (competency) ตรงตามความต้องการของระบบบริการสุขภาพ และร่วมกันจัดให้การทำงานในระบบบริการ เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และฝ่ายที่ ๓ คือฝ่ายพื้นที่ ชุมชน หรือที่เรียกว่าภาคประชาสังคม ต้องเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ และเมื่อคุยกับ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ก็ได้รับข้อแนะนำฝ่ายที่ ๔ คือภาคธุรกิจเอกชน
ย้ำนะครับว่า ภาคการศึกษาด้านสุขภาพ ต้องไม่ผูกขาดเป็นเจ้าของ และการจัดการการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ ต้องหาทางให้มีเจ้าของ ๔ ฝ่าย มาร่วมกันกำกับดูแล (governance) และสนับสนุน (empower) การศึกษาจึงจะเป็นไปเพื่อสังคม ชุมชน ท้องถิ่นนั้นๆ จริงๆ มิฉนั้น การศึกษาจะถูกดึงให้ลอย หรือผูกโยงกับเทคโนโลยี หรือศักดิ์ศรีความทันสมัยของความรู้ จนบัณฑิตดูถูกสังคม ชุมชน ท้องถิ่นของตนเอง และขาดหัวใจที่จะทำงานเพื่อสังคม ชุมชน ท้องถิ่นของตน
ต้องเป็นระบบการศึกษาที่ได้สมดุลในการพัฒนา competency ด้านความรู้/เทคโนโลยี กับด้านหัวใจ หรือจิตใจที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
และ competency ด้านความรู้/เทคโนโลยี สำหรับใช้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพนั้น มันมีมากเสียเหลือเกินจนต้องเลือกเรียน ว่าในเวลาจำกัด ๔ - ๖ ปีในหลักสูตรนั้นจะเรียนอะไรบ้าง
TQF, สภาวิชาชีพ, และกลุ่มสถาบันที่จัดการศึกษาในวิชาชีพแต่ละวิชาชีพ สามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” สำหรับเสวนาร่วมกัน ว่า Need-Based Competencies ของบัณฑิตแต่ละวิชาชีพคืออะไรบ้าง ย้ำว่าต้องไม่กำหนดให้สูงเกินไปจนคล้ายๆ เป็น competencies ของผู้เชี่ยวชาญ การจบเป็นบัณฑิตระดับปริญญาตรี ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
กลไก “พื้นที่กลางสำหรับเสวนา ๔ ฝ่าย” นี้ ต้องเป็นกลไกต่อเนื่องยั่งยืน หนุนด้วยคณะเลขานุการกิจที่ทำการบ้านอย่างเข้มข้น ให้มีข้อเสนอเชิงทางเลือกที่มีข้อมูลหลักฐานเพียงพอ ที่จะร่วมกันตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อน โดยไม่ก่อความขัดแย้งกันเพราะคิดอยู่บนฐานความเชื่อ ไม่ใช่ฐานความรู้ที่แท้จริง
คำว่า “การศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพ” ต้องไม่มีความหมายแคบเพียงแค่การศึกษาระดับปริญญาตรี แต่ต้องรวมเอา “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ของบุคลากรสุขภาพเข้ามาในระบบด้วย และต้องทำให้ pre-service learning กับ in-service learning เชื่อมต่อและเกื้อกูลกัน บุคลากรสุขภาพระดับปฏิบัติการที่มีทักษะด้านเป็น learning facilitator / coach ให้แก่ นศ. ควรได้ทำหน้าที่ LF/Coach และได้รับการยอมรับ หรือได้การตอบแทน พิเศษ
ระบบการเรียนรู้/ศึกษา ของบุคลากรสุขภาพ ต้องการการคิดใหม่ ทำใหม่ หรือปฏิรูปนั่นเอง โดยหลักการคือเป็น (Health Service) System-Based Education
วิจารณ์ พานิช
๑๑ พ.ย. ๕๔