การให้ความสำคัญกับอดีตและอนาคตทำให้เราลงลืมปัจจุบันของตนเอง
  
  

"เพื่อนทุกข์"

 

บทที่ ๑

 เมื่อวันนี้...ไม่มีปัจจุบัน

          การอุบัติของสัตว์โลก  เกิดจากการประชุมกันของตัณหา (ความอยาก) วิญญาณและกรรม  ส่วนผสมนี้  เมื่อลงตัวเมื่อใด ก็เสกก็ปั้นมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ให้เกิดขึ้น  แม้ว่าโดยความเชื่อในศาสนาของเราจะปฎิเสธว่า  เราเกิดมาพร้อมกับบาปหรือความเลวทรามชั่วช้าหรือการทรยศ  ที่จะต้องชำระล้างให้หมดไป  ปฏิเสธว่ามีผู้อื่นที่สร้างเราขึ้นมา  แต่เราก็คงจะต้องยอมรับว่า มี “อะไร” บางอย่างเป็นเหตุให้เกิดชีวิต  ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นแต่เหตุ ตัวของเราและเพื่อนร่วมโลกทุกๆ ชีวิตก็เข้าอยู่ในความจริงข้อนี้ด้วย
          มีคนเคยพูดว่า  เราเกิดมาเพื่อใช้กรรม  อันที่จริงแล้ว การกล่าวเช่นนี้ก็แสดงว่า ชีวิตของเรา ที่เป็นเช่นนั้น  ที่ดำเนินไปอย่างนี้ และที่จะก้าวไปนับแต่นี้ เกิดจากอดีต เกิดจากกรรมบันดาลทั้งสิ้น  การคิดเช่นนี้ใช่จะถูกต้องเสียทั้งหมด  เพราะที่จริงแล้ว อดีตย่อมมีผลบ้าง  กรรมเก่านั้นจึงมีผลแต่เพียงบางส่วน  เปรียบเหมือนรถที่วิ่งไป  เพราะมีอดีตที่รถนั้นได้เติมน้ำมัน หรือได้มีผู้ประกอบรถนั้นไว้แต่เดิมฉะนั้น  ที่จริงแล้ว การควบคุมให้รถวิ่งไปทางใดนั้น ก็เพราะการบังคับของผู้ขับขี่นั้นเองต่างหาก  จึงกล่าวได้ว่า อดีตอาจมีผลบ้าง แต่ปัจจุบันสำคัญยิ่งกว่า  ท่านผู้รู้ทั้งหลายจึงเห็นว่า ปัจจุบันสำคัญกว่าอดีต  การที่เราพยาพยามจะแก้อดีตหรือแก้กรรมเก่านั้น  อาจจะมีผลบ้าง แต่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก เฉกน้ำที่กระทบฝั่งเพราะเศษหินเล็กน้อยได้ตกในน้ำนั้นแต่เพียงเบาๆ  ซึ่งก็ไม่สามารถยังผลให้ฝั่งน้ำนั้นพังพินาศลงได้ 
          “ปัจจุบัน” เป็นสิ่งที่หายไปจากการใคร่ครวญของปุถุชนอย่างเราๆ ทุกวันนี้  เห็นได้ว่าในช่วงที่เราประสบปัญหาอุทกภัยอันเป็นวิกฤติของทุกๆ ชีวิต  เราอาจแบ่งคนออกเป็น 2 จำพวก  พวกหนึ่งเป็นพวกที่โทษแต่อดีต โทษว่านี่เป็นเช่นนี้  เพราะเราไม่ทำอย่างนั้น  บอกแล้วให้ทำอย่างโน้น  เตือนแล้ว  วิจารณ์แล้ว ด่าแล้ว  ก็หาได้ฟังกันไม่ อีกพวกหนึ่งคือพวกที่มัวคำนึงถึงการวางแผนเยียวยาสำหรับอนาคต  ว่าเราจะต้องทำเช่นนั้น จะทำเช่นนี้ในกาลข้างหน้า เพื่อป้องกันสภาพเช่นนี้อุบัติซ้ำ
          การมัวโทษแต่อดีตและการวาดหวังแต่อนาคตของทั้งสองพวก ก็เป็นแต่เพียงอุบายที่ทำให้สะใจบ้าง สบายใจบ้าง  แต่ก็หาได้เป็นกุญแจสู่ปัญญาหรือความเข้าใจโลกและชีวิตได้  ก็แล้วทางสู่ความเข้าใจนั้นคืออย่างไร 
          วิธีคิดที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นอย่างไรไปไม่ได้ นอกจากจะพิจารณาสิ่งที่หายไป ซึ่งก็คือ  “ปัจจุบัน” ของน้ำ และ “ปัจจุบัน” ของเรา  เราต้องพิจารณาธรรมชาติของน้ำ  ว่าน้ำย่อมไหล ย่อมหาทางออก ย่อมไปสู่แหล่งอันเป็นต้นวงจรคือทะเลและสมุทร  ถึงเวลานี้ แน่นอนแล้วว่า หาได้มีความพยายามใดๆ ของมนุษย์ ที่จะสามารถเอาชนะกฎแห่งธรรมชาติได้     ก่อนอื่น เราต้องตั้งสติว่า  การอุบัติของสิ่งที่เราเรียกว่า “น้ำท่วม” นั้น แท้ที่จริงแล้วมันคือภาวะการณ์เช่นไรแน่  การที่น้ำท่วม คือ  น้ำท่วมบ้าน  ท่วมที่อยู่ ท่วมทรัพย์สินสมบัติของเราหรือของเขาใช่หรือไม่  หากเราคิดในมุมกลับ  ด้วยการนำสมบัติพัสถานของเราออก เอาสิ่งใดๆ เอาแหล่งใดๆ ที่เป็นเหตุที่ทำให้เราทุกข์ใจทั้งหลายออกไปให้หมด  เราจะยังเรียกน้ำที่ไหลที่เอ่อท้นมานี้ว่า  น้ำท่วมหรือไม่  หรือเราจะเรียกว่าน้ำไหลผ่าน  ภาพของอาคารบ้านเรือนที่จมน้ำ  นิคมอุตสาหกรรมที่น้ำท่วมสูง สนามบินและทางวิ่งที่ได้แปรสภาพเป็นทะเลสาบ  ที่จริงแล้ว เมื่อหลายปีก่อน หากนับย้อนขึ้นไป   เป็นสิบ  ร้อยหรือหลายๆ พันปีแล้ว บริเวณเดียวกันนี้เคยเป็นทะเลเช่นในปัจจุบันหรือไม่  ดังนั้น “อารยธรรม” ของเราต่างหากเล่าที่เป็นสิ่งแปลกปลอมในธรรมชาติ  ที่ไปขัดขวาง ที่ไปสกัดกั้นวงจรธรรมชาติของน้ำ ดังเช่นเศษไม้ที่มีผู้ตั้งใจนำไปขวางฟันเฟืองให้สบขบกันอย่างลำบาก  เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า  ธรรมชาติของน้ำย่อมเป็นเช่นนี้เอง  เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงด้วยการยอมให้เขากลับสู่ที่ที่เขาควรจะอยู่ อย่าไปสกัดกั้นให้ทั้งเราและเขาต้องอึดอัด  หรือไม่เป็นไปตาม “ธรรม”   ของเขา ดังเช่นที่เราควรจะเคารพ  อาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยือนเรา  ที่ได้ตัดสินใจจะลากลับคืนเคหสถานอันเป็นที่รักของเขา
          จงใช้ปัญญาพิจารณาเถิดว่า  เราไม่อาจเชื่อใครได้ว่าจะสามารถสกัดกั้นน้ำ  เราไม่ควรจัดการกับน้ำที่บ่าไหลท่วมมา เพราะอย่างไรเราก็ไม่อาจจัดการได้  แต่เราสามารถที่จะจัดการ “ปัจจุบัน” ของตนเอง สกัดกั้นมิให้เกิดความปรารถนา  ที่จะสะสมอารยธรรมลวงหรือวัฒนธรรมปลอม  ที่ไม่มีความจีรังยั่งยืน คลายความยึดติดในโลกนี้ให้ได้มากที่สุด   ยึดหลักว่าทำชีวิตของเราให้เล็กน้อยเข้าไว้  ให้มี “พื้นที่ชีวิต”  น้อยกว่าขนาดร่างกายเท่าที่เป็นอยู่  และพึงคิดแต่เพียงว่า  เราเสียหายมากเพราะเรามีมาก  ดังนั้น เราจะไม่เสียหายเลยถ้าเราไม่มียึด  ไม่ถือและไม่ครอบครองอะไรเลย
          วันนี้...จงอย่าเชื่อว่าคนอื่น “จัดการ” อะไรต่างๆ  ให้เราได้  เพราะแม้แต่ชีวิตของเขาเอง  ก็ยังไม่อาจจัดการอะไรได้เหมือนกับเรานี้

______________________________